ทนายตั้ม ยื่นหนังสือค้านแต่งตั้งตำรวจช่วยไต่สวนก.ร.ตร.หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

26.04.24 | 14:06 น.

ทนายตั้มยื่นหนังสือคัดค้านแต่งตั้งตำรวจช่วยสนับสนุนการไต่สวน ก.ร.ตร.หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนที่ไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่ สน.เตาปูน เมื่อวาน (25 เม.ย.) มองว่าเป็นการยื้อเวลาหรือไม่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 เมษายน ที่สำนักงานจเรตำรวจ (กองบินตำรวจ) ถ.รามอินทรา เขตบางเขน กรุงเทพฯ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ยื่นหนังสือคัดค้านการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (ก.ร.ตร.) หลังพบว่ามีรายชื่อคณะกรรมการบางท่านเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายษิทรากล่าวว่า วันนี้มายื่นเรื่องคัดค้าน คณะกรรมการที่จเรตำรวจได้มีการแต่งตั้งเพื่อช่วยเหลือ ก.ร.ตร.ในการไต่สวนเรื่องนี้ ตำรวจคนดังกล่าวยศพันตำรวจเอก ซึ่งสมัยที่ตนได้ร้องเรียนเรื่องไบโอแมทริกซ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตนยังได้ทะเลาะกับ ผบ.ตร.ในสมัยนั้น ปรากฏว่า ตนถูกดำเนินคดีหลายคดี ซึ่งตำรวจคนนี้ได้ดำเนินคดีตนทุกคดี และดำเนินคดีตนอย่างไม่เป็นธรรมจนมีเรื่องทะเลาะและมีปากเสียงกันบนชั้นศาล ตนคิดว่าหากบุคคลคนนี้มาเป็นผู้ช่วยในการไต่สวน น่าจะทำให้เรื่องนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม อาจมีการกลั่นแกล้งตนได้ จึงมายื่นร้องคัดค้านให้เปลี่ยนตัวตำรวจรายดังกล่าว

โดยตำรวจรายนี้หลังจากดำเนินคดีกับตนเองแล้วก็ได้ดิบได้ดีจากยศ พ.ต.อ. จนเป็น ผู้กำกับการ และขึ้นเป็น รองผู้บังคับการ ใช้เวลาเพียงไม่นาน ทำให้ตนเองอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นโบนัส ที่ดำเนินคดีกับตนตอนที่มีเรื่องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในครั้งนั้นหรือไม่ จึงคิดว่าตำรวจรายดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะเป็นหนึ่งในคณะทำงานในเรื่องนี้

Advertisement

นายษิทรากล่าวว่า วันนี้ทางสายลับได้เข้าไปให้ปากคำกับคณะกรรมการชุดที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมา ซึ่งยังอยู่ระหว่างการให้ปากคำอยู่และทราบว่ามีตำรวจคอมมานโดระดับวีไอพี 2 ราย เข้าให้ปากคำด้วย ส่วนเมื่อวานนี้ทางคณะ ก.ร.ตร. มี พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน เพียงคนเดียวที่ว่างในการไต่สวน แต่สายลับบอกว่ามีการสอบถามละเอียดถึงเรื่องสเตตเมนต์ การโอนเงินในแต่ละครั้งว่ามีวันที่เท่าไหร่ มีหลักฐานอะไรบ้าง ซึ่งสายลับได้นำหลักฐานทุกอย่างมามอบให้กับ ก.ร.ตร.เพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ ทาง ก.ร.ตร.อยากเร่งทำความจริงให้ปรากฏจึงเรียกเข้ามาสอบ อย่างไรก็ตามยังมั่นใจใน ก.ร.ตร.ชุดนี้ ถึงแม้ว่าทาง พล.ต.ท.อำนวย ดูจะเป็นปรปักษ์กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. แต่ดูจากการทำงานของท่านก็มีการดำเนินคดีทั้งสองฝั่งจึงมีความมั่นใจ เพราะมีแอ๊กชั่นในการขอหลักฐานจากทั้ง 2 ฝั่งอย่างเท่าเทียมกัน จึงคิดว่าผลที่ออกมาจะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู

นายษิทรากล่าวว่า ส่วนการให้ปากคำกับตำรวจ สน.เตาปูนเมื่อวานนี้ (25 เมษายน) ทางตำรวจได้เรียกไปยืนยันว่าเงินที่โอนจากบัญชีของ น.ส.พิมพ์วิไล เป็นการไปจ่ายเงินเดือนให้กับภรรยาของ ผบ.ตร. หรือโอนให้กับวัดโดยพยายามให้ไปยืนยันว่าเป็นเงินจำนวนเดียวกัน ตนจึงบอกไปว่าเงินที่โอนเข้าไปก็ไปรวมกันเข้าบัญชีใหญ่ หากจะถามอะไรแบบนี้จะไปทราบได้อย่างไรว่าเป็นเงินเดียวกันหรือไม่ เพราะเมื่อมีการโอนเข้าบัญชีก็ต้องถูกนำไปใช้ประโยชน์เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินตรงกันวันเดียวหรือจำนวนเดียวกันหรือไม่ก็เกิดประโยชน์กับการจ่ายเป็นรายเดือนให้กับภรรยา

นายษิทรากล่าวอีกว่า ทั้งนี้ มีการใช้คำถามที่ไม่น่าจะต้องเรียกตนไปสอบถาม และมีเลขบัญชีที่ตนเองยื่นไป 9 ตัว แต่ขาดไป 1 ตัว จึงมีการเรียกไปสอบถามข้อเท็จจริงว่าเลขอะไรกันแน่ เสมือนเป็นการยื้อเวลา ซึ่งเรื่องแบบนี้ทางตำรวจสามารถตรวจเช็กเองได้ ตั้งแต่วันแรกตนบอกให้ไปตรวจสอบบัญชีของนายณัฐพงศ์ นายคชาชาญ และภรรยาของ ผบ.ตร. ซึ่งตำรวจสามารถตรวจเช็กได้ หากจะให้ตนเองไปตอบให้ทุกอย่างโดยไม่มีการสืบสวนสอบสวนอะไรก็ไม่ใช่เรื่อง จึงนำหลักฐานล่าสุดที่แถลงไปมอบให้ เพื่อให้เห็นความชัดเจนของเส้นทางการเงิน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นมาไม่มีคนไหนอยู่ในคณะกรรมการชุดเก่าที่อยู่ในคดีเดิมของ BNK MASTER เลย ก็มีข้อสงสัยว่าจะเป็นการดึงเวลาหรือไม่ เห็นการทำงานแล้วจึงเกิดความสงสัย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำสั่งดังกล่าวสืบเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ ครั้งที่ 12/2567 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 มีมติรับเรื่องที่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ร้องเรียนข้าราชการตำรวจ ไว้ดำเนินการไต่สวนเอง โดยให้สำนักงานจเรตำรวจมอบหมายข้าราชการตำรวจในสังกัดเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนในการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ ตามจำนวนและระดับตำแหน่งที่กำหนด โดยมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน ทาง พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา จเรตำรวจ (หัวหน้าจเรตำรวจ) จึงแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทั้งหมด 29 นาย เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนในการไต่สวนข้อเท็จจริง ปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะไต่สวนมอบหมาย