เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่างๆ จำนวน 7 ยุทธศาสตร์ โดยในยุทธศาสตร์ที่ 2 เป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาในภาคการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง สร้างเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ในระดับพื้นที่ และการขยายผลการดำเนินงานตามโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปในพื้นที่อื่นๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทยในการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการปลูกฝังให้นักเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงมหาดไทยจึงได้แจ้งให้ทุกจังหวัดขยายผลการดำเนินงานตามโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยให้นายอำเภอเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ คณะกรรมการการศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สำรวจว่าโรงเรียนใดในพื้นที่ที่สนใจจะขยายผลโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามแนวพระราชดำริฯ ตามหลักการทรงงานระเบิดจากข้างในและการมีส่วนร่วม
นายกฤษฎากล่าวว่า โดยคัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรของโรงเรียน สภาพพื้นที่ที่จะทำการเกษตร การมีส่วนร่วม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ต้องมีความพร้อมในการให้การสนับสนุนและยินดีที่จะเข้าร่วมโครงการ มี “ทีมประชารัฐ”ประกอบด้วย อำเภอ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานทหารในพื้นที่ ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ถ้ามี) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนที่สมัครใจด้วย รวมทั้ง ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการ ให้ความรู้กับครู นักเรียน และผู้ปกครอง ในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและการจัดทำบัญชีสหกรณ์ เป็นต้น
“เพื่อให้การดำเนินการเกิดความยั่งยืนในช่วงปีแรก จึงได้ให้จังหวัดเสนอขอใช้งบประมาณ จากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการศึกษา ในวงเงินโรงเรียนละไม่เกิน 100,000 บาท โดยเสนอโครงการมาที่กระทรวงมหาดไทยภายในวันที่ 31 มีนาคม เพื่อรวบรวมส่งให้คณะอนุกรรมการในภาคเกษตรพิจารณา เพื่อให้ทันต่อการดำเนินงานในช่วงเปิดภาคเรียนเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนการขับเคลื่อนโครงการในปีที่ 2 และ 3 ให้จังหวัดตั้งงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์จังหวัดเพื่อให้การสนับสนุนตามความจำเป็นต่อไป” นายกฤษฎากล่าว
นายกฤษฎากล่าวว่า ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทยก็ได้ปรับแนวทางการเสนอโครงการภายใต้โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ “ปวงประชาเป็นสุข ด้วยพระบารมี ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2559 ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง โดยให้จังหวัดพิจารณาดำเนินโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพัฒนาพื้นที่ การฟื้นฟูป่าไม้ ซึ่ง “ตามโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริประจำปี 2559” และโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามพระราชดำริ โดยกระทรวงมหาดไทยจะสนับสนุนงบประมาณให้จังหวัดละ 150,000 บาท ซึ่งมีกำหนดให้จังหวัดเสนอโครงการ ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้
ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า การน้อมนำแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติในทุกระดับ ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร พื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนพ้นจากความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีราชการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือเรื่องวิชาการ ซึ่งได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการพัฒนาต่างๆ ที่จะดำเนินการในพื้นที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง

