หัวหน้าโครงการ ‘จ้างวานข้า’ ลั่น ‘เมืองน่ารำคาญ’ ไม่ซัพพอร์ตกลุ่มเปราะบาง – ทุกคนเสี่ยงไร้บ้าน

27.04.24 | 17:40 น.

หัวเรือ ‘จ้างวานข้า’ ลั่น ‘เป็นเมืองที่น่ารำคาญ’ ยังไม่ซัพพอร์ตกลุ่มเปราะบาง – ทุกคนเสี่ยงไร้บ้าน

หัวเรือ ‘จ้างวานข้า’ ลั่น ‘เป็นเมืองที่น่ารำคาญ’ ยังไม่ซัพพอร์ตกลุ่มเปราะบาง ยัน ทุกคนเสี่ยงไร้บ้าน

เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ C asean Samyarn CO-OP ชั้น 2 สามย่าน มิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เครือข่ายผู้จัดงาน Sustainability Expo 2024 (SX2024) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่สุดในเอเชีย จัดงานเสวนา SX Talk Series #2 ในหัวข้อ ‘เมืองของทุกคน : เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน’

โดยมีนักวิชาการ นักออกแบบ พร้อมทั้งนักพัฒนาเมืองและชุมชน มาร่วมกระตุกต่อมคิด แลกเปลี่ยน หนทาง เพื่อร่วมสร้างเมืองสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ได้แก่ นายสิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการ “จ้างวานข้า” มูลนิธิกระจกเงา, ผศ.ดร. สุพิชชา โตวิวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร และกลุ่มมนุษย์ปากคลองฯ, นายไพทยา บัญชากิติคุณ ATOM Design: Founder และอุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระราชูปถัมภ์, นายสว่าง ศรีสม ประธานฝ่ายแผนงานและโครงการภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (Transportation for All, T4A) และ ดร.ทรงวาด สุขเมืองมา ฝ่ายพัฒนาเนื้อหาและธุรกิจ นิตยสารบ้านและสวน

Advertisement

เวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเสวนา วิทยากรต่างร่วมเจาะลึกกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ อาทิ “สดชื่นสถาน” สถานีเติมความสดชื่นให้คนไร้บ้านโดยมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งให้บริการห้องน้ำ ซักผ้า และน้ำดื่มสะอาด, “อัศจรรย์เมืองน่าอยู่” เพราะเมืองที่น่าอยู่ต่างจากเมืองที่อยู่ได้ และการออกแบบฟื้นฟูย่านชุมชน สู่การปลดล็อกเพิ่มศักยภาพเมือง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อต่อยอดผลลัพธ์

นายสิทธิพล หัวหน้าโครงการ “จ้างวานข้า” กล่าวว่า ตนรู้สึกว่า ปัจจุบันนี้เมืองค่อนข้างสร้างความน่ารำคาญ ไม่ว่าจะรถติด เรื่องการเดินทางหรืออื่นๆ

“เป็นเมืองที่โคตรน่ารำคาญ ผมรู้สึกว่าตัวเอง ด่าคนมากขึ้น ก็เลยทวบทวนตัวเองว่า หรือเพราะเราอายุเยอะขึ้นหรือเปล่า แต่ก็พบว่ามันมีมูลเหตุบางอย่างที่สูงมาก ที่ส่งผลกระทบ แม้ว่าเรามีระเบียบ ยึดในกฎก็ตาม ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องจราจร ยังมีเรื่องอื่นอีก” นายสิทธิพลเผย

2.เป็นเมืองที่ไม่ปลอดภัย เอาง่ายๆ คนใกล้ตัว ที่ทำงานร่วมกัน ในรอบปีที่ผ่านมาประสบอุบัติเหตุทางถนน เยอะพอสมควร มีคนแอดมิดด้วยอาการท้องเสียมากขึ้น เราเจอความถี่ที่เริ่มมากขึ้น เราเลยรู้สึกว่าเมืองไม่ค่อยมีความปลอดภัยเท่าไหร่

3.เป็นเมืองที่มีปัญหา ไปไม่เคยสุด แม้จะมีการวางทิศทางเมืองว่าเป็น เมืองสีเขียว ปลอดภัย โอบรับทุกกลุ่มทุกคน ให้เขาได้มีส่วนในการใช้เมืองได้อย่างปลอดภัย

“แต่ผมยังไม่เคยเห็นในส่วนนี้สักที เอาแค่เรื่องการทำให้เป็นเมืองสีเขียว เราก็เห็นความประกอบสร้าง เห็นแต่ละสำนักงานเขตทำ แล้วรู้สึกว่า ‘โอ้โห นี่คือนโยบายสีเขียวเพิ่มพื้นที่สาธารณะหรอ’ มันไปไม่สุดสักทาง ยังไม่มีตัวชี้วัดว่า เมืองเข้าสู่ความเป็นพื้นที่สีเขียวแล้ว” นายสิทธิพลกล่าว

เมื่อถามว่า ทางมูลนิธิกระจกเงา ในฐานะที่พยายามสร้างพื้นที่สำหรับทุกคน รู้มาว่าคนไร้บ้านไม่ใช่แค่คนชรา หรือคนพิการ แต่ความจริงแล้ว จะพบว่าเป็นคนกลุ่มผู้ประกันตนก็มี ผู้ชายวัย 40 กว่า เปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนไร้บ้านเยอะ รวมถึงมีอัตราการหย่าร้าง ไม่ได้เก็บเงินหรือมีอสังหาเยอะ จนเกิดภาวะไร้บ้าน เราจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ กลับไปยื่นในจุดที่แข็งแรงได้อีกครั้ง?

นายสิทธิพลกล่าวว่า ความจริงแล้ว ถ้าจะสรุปสั้นๆ ง่ายๆ คนไร้บ้าน คือคนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ มีน้อยมากๆ จนเมื่อวันนึงที่เกิดอุบัติเหตุในชีวิตขึ้น เขารวบรวมต้นทุนนั้นมาประกอบสร้างชีวิตใหม่ของเขาไม่ได้

แทบไม่จำกัด ว่าใครจะเป็นคนไร้บ้าน ทุกคนมีความเสี่ยง น้องๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ คนในประเทศนี้ มีความเสี่ยงเป็นคนไร้บ้านได้หมด เพราะเราถูกทำให้การเข้าถึงต้นทุนชีวิตเป็นเรื่องยากลำบาก ในช่วงชีวิตนึง ต้นทุนที่ดีมีมันอาจจะใช้ไม่ได้

“มีคู่พี่น้องคนไร้บ้าน เขามีกิจการของตัวเอง จนถึงวันที่อายุมาก แม้เขามีความรู้ แต่อายุนั้น ไม่สามารถเอาความรู้ไปประกอบสร้างให้มีชีวิตใหม่ได้ จนต้องมาเป็นคนไร้บ้านก็มี

ส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงงาน เป็นเรื่องหลักเลย ส่วนมากเป็นแรงงานที่ไร้ทักษะฝีมือ ไม่มีคอนเน็กชั่น มีหลายๆ อย่างที่เป็นองค์ประกอบทำให้ตัวเขาเอง เมื่อเข้ามาสู่จุดนึง จากที่ทำงานมาตลอดชีวิต ตั้งแต่หนุ่ม ยันอายุ 40 แต่พออายุ 40 แล้วสมมติว่าสถานประกอบการณ์เลิกจ้าง หรือมีวิกฤตเกิดขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจพัง มีคนตกงาน กลุ่มคนที่อายุเยอะๆ แล้วไม่มีทักษะอาชีพ การจะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นเรื่องยาก ไม่มีใครรับ

เขาก็ต้องรับคนที่มีประสิทธิภาพ ทำงานให้เขาได้อย่างเต็มที่ 45 แน่นอนว่าแรงไม่เท่าคนหนุ่มสาว ก็จะเป็นกลุ่มคนที่ตกงานซ้ำซาก จากที่เคยมีห้องเช่าอยู่ ก็เริ่มไม่มีเงินจ่าย พยายามหางาน แต่มีรายได้น้อย และเป็นงานที่ไม่ต่อเนื่อง เจอแค่สองอย่างนี้ นานๆ เข้า เขาเลือกที่จะไม่ทน ใช้ชีวิตตามต้นทุนที่พอมี ตามที่สาธารณะแทน” นายสิทธิพลชี้

นายสิทธิพลกล่าวอีกว่า คนไร้บ้าน เป็นสภาวะ ไม่ใช่ว่าจะอยู่นานเป็น 5-10 ปี มีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป จะเป็นลักษณะไร้บ้านช่วงหนึ่ง ก่อนจะได้งาน หรือปัญหาที่ทำให้เขาออกมาไร้บ้านนั้นหมดไป เช่น ทะเลาะกับที่บ้าน หรือพ่อแม่พี่น้องเขาเสียแล้วถึงจะกลับเข้าไป แต่ก็มีหลายเงื่อนไขซับซ้อนพอสมควร

อย่าง ‘โครงการจ้างวานข้า’ มีกลุ่มคนที่เราคิดว่า ทำให้เขากลับคืนได้ยากพอสมควร เช่น มีปัญหาด้านสติปัญญา การใช้สารเสพติด หรือคุ้นชินกับชีวิตแบบไร้บ้าน เคสล่าสุดก็มีปัญหาที่ต้องมานั่งแกะกันเหมือน

นายสิทธิพลกล่าวว่า ในเรื่องที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้านในฐานะที่เคยคุยกับ กทม. มีโครงการฟื้นฟู ‘บ้านอุ่นใจ’ ใน กทม. แต่ก่อนมีฟังก์ชั่นเดียวคืออยู่อาศัย แต่ไม่มีฟังชั่นที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพื่อหลุดจากคนไร้บ้าน

แต่ตอนนี้เป็นลักษณะที่ต้องมาลงทะเบียนนอนก่อน ถึงจะได้กินข้าว อาบน้ำ ซักผ้า แต่บางคนเขาไม่ได้ต้องการขนาดนั้น บางคนแค่อาจจะอยากมีที่ซักเสื้อผ้าเพื่อไปสมัครงานก็มีลักษณะนี้ แต่อาจจะยังมีบางส่วนไม่เข้าใจ มองว่าต้องมาลงทะเบียนก่อนเท่านั้น ผมว่าเป็นส่วนที่ต้องปรับปรุง ให้คนเข้ามาใช้บริการ ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีได้ในแต่ละวัน จึงคุยกับ กทม.หาตัวที่ทำให้เกิดงานให้ได้ ต้องมีคล้ายๆ สถานประกอบการณ์อยู่ในนั้น เช้าตื่นมา ไปทำงาน แล้วกลับมานอน เพิ่มงานเริ่มรายได้ เมื่อสะสมทุนเพียงพอแล้วค่อยออกไปเช่าห้องข้างนอก

“ผมคิดว่า ห้องเช่าที่มันเหมาะสม ปัญหาที่อยู่อาศัยใน กทม. ที่สมกับกลุ่มรายได้ ถูกปล่อยปะละเลย มีห้องที่อยู่ในราคาถูก 1,500-2,000 แต่เป็นสภาพที่ทนอยู่ คนไร้บ้านก็มีหลายกลุ่มก้อนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ ตัวบ้านหรือห้องเช่าที่มีมาตรฐาน ยังไม่มี ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลายเคส ลื่นล้ม ตกบันได” นายสิทธิพลกล่าว และว่า

อย่างไรก็ดี คิดว่าเขาไม่ควรต้องอยู่ในระยะยาวๆ เพราะจากบทเรียนมักจะมีปัญหา เมื่อมารวมกันอยู่นานๆ เช่น บ้านเอื้ออาทร มีสภาพปัญหาทางที่จอดรถ เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น

จากนั้นกล่าวถึง ‘สดชื่นสถาน’ ว่าเป็นโครงการที่ เราขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนไร้บ้าน ให้เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น จากการมาอาบน้ำ ดื่มน้ำ และซักเสื้อผ้า ซึ่งเขามีปัญหามากกับการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่เป็นสิ่งที่คนธรรมดาทำ

“อย่างแต่ก่อน เวลาเขาซักเสื้อผ้าเสร็จ ไม่มีที่ตาก ก็บิด แล้วใส่ให้แห้งคาตัว มีปัญหาแบบนี้พอสมควร เราจึงสร้าง ‘สดชื่นสถาน’ ขึ้นมา เรามีตู้น้ำดื่มเย็นให้กับเขา ซึ่งมันเป็นเรื่องของความปลอดภัยด้วย

ดังนั้น มันไม่ใช่แค่ตอบโจทย์คนไร้บ้าน แต่ยังตอบโจทย์คนที่มาใช้ที่สาธารณะด้วย เช่น นักท่องเที่ยว นักศึกษาธรรมศาสตร์ ช่วงสงกรานต์ คนก็มาใช้ แม้ว่าจะเริ่มจากกลุ่มคนไร้บ้าน แต่สิ่งที่ทำ ทำให้ที่สาธารณะกลายเป็นที่ที่ทำให้คนเริ่มเท่ากัน ถ้าเราสามารถเพิ่มเติมให้มากเท่าที่จะมากได้ จะกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคน ได้มาใช้ได้จริง” นายสิทธิพลระบุ

นายสิทธิพลกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนทำงานกับกลุ่มเปราะบางอยู่ตลอด เห็นกลุ่มเปราะบางมีโอกาสใช้ชีวิตในที่สาธารณะน้อยมากๆ ด้วยข้อจำกัด ตนจึงคิดว่าเมืองยังไม่ซัพพอร์ตกลุ่มคนเปราะบาง ไม่มีกลไกที่ทำให้คนที่มีความเปราะบางได้รับการดูแล อย่างมีคุณภาพ

“เราทำงานกับชุมชน แทบทุกคนที่เข้าไปหา ไม่ได้รับการดูแลอย่างมาก แค่การจะออมาจากบ้านเพื่อไปข้างนอกก็ยังเป็นเรื่องยาก มันมีกลุ่มเปราะบางแต่ไม่มีพื้นที่รองรับ ปรับสภาพให้เขาอยู่ได้ขึ้น เมื่ออยู่ดีขึ้น สเตปต่อไปคือ จะทำให้เขาออกมาใช้ชีวิตกับคนอื่นๆ ในเมืองได้ด้วย ผมยังไม่เห็นการออกแบบสำหรับคนกลุ่มนี้เท่าไหร่” นายสิทธิพลกล่าว