‘ลุงอ้วน’ มาเอง! แนะวัยเกษียณ ‘กิน-เที่ยว’ ฉ่ำๆทำคอนเทนต์ที่บ้านง่ายนิดเดียว

27.04.24 | 18:03 น.

‘ลุงอ้วน’ มาเอง! แนะวัยเกษียณ ‘กิน-เที่ยว’ ฉ่ำๆทำคอนเทนต์ที่บ้านง่ายนิดเดียว

เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เครือมติชนนำโดย “เส้นทางเศรษฐี” ผู้นำสื่อที่สนับสนุนการสร้างอาชีพให้เอสเอ็มอี และ “มติชนอคาเดมี” ผนึกกำลังร่วมจัดงาน “จัดจ้านจานเด็ด” เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ เสริมองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วัยเกษียณ และผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ เพื่อต่อยอดก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 เมษายนนี้

บรรยากาศเวลา 11.00 น. มีกิจกรรมทอล์กหัวข้อ ‘ลุงอ้วนกินกะเที่ยว สูงวัยหัวใจโซเชียล’ โดย นายอนุสร ตันเจริญ หรือ ‘ลุงอ้วนกินกะเที่ยว’ ที่อยู่คู่กับการรีวิวอาหารในโซเชียลมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี โดยการเสวนาในครั้งนี้มีผู้คนให้ความสนใจและเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่ามีไอเดียอะไรในการเริ่มทำการรีวิวในกระทู้พันทิป

Advertisement

นายอนุสร เผยว่า ตนไม่มีไอเดียอะไร สมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่มีเลย และการใช้คอมพิวเตอร์สมัยนั้นค่อนข้างจะยาก ตอนนั้นผมอายุ 40 กว่า

“จุดเริ่มต้นของผมยังไม่ทราบ คือ ตอนนั้นเขามีแพลตฟอร์ม เราก็มีอย่างหนึ่งก็คือพันทิป และมีเว็บไซต์อะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าพันทิปสมัยนั้นจะเข้ามาดูคอนเทนต์ ใครจะไปเที่ยวอะไร กินอะไร ทุกคนก็จะเข้ามาถามในพันทิปทั้งหมด ผมเองก็เป็นคนชอบกิน เลยไปดู ตอนนั้นยังไม่มีห้องก้นครัว จะเป็นห้องชานเรือน เกี่ยวกับเรื่องกิน นี่คือจุดเริ่มต้นจากการเข้าไปนั่งอ่าน มีคนมาถามว่าที่ไหนอร่อย เราก็บอกเขาว่าที่นี่อร่อย เป็นจุดแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นสังคมที่น่ารักมาก” นายอนุสรเผย

เมื่อถามว่า อะไรที่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายๆ คนมาติดตามในกระทู้ของลุงอ้วน

นายอนุสร กล่าวว่า ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย พอเห็นอะไร กินอะไร รสชาติเป็นอย่างไร ก็มาเล่าสู่กันฟัง เพราะสมัยก่อนไม่มีอะไรผิดถูก แล้วแต่ความชอบ ในเรื่องอาหารไม่มีผิด ไม่มีถูก

เมื่อถามว่า สมัยก่อนไม่มีโซเชียลที่หลากหลายมาก เวลาที่เราจะไปขอถ่ายภาพ ทำสกู๊ปรีวิวจากร้านอาหารต่างๆ มีความยากขนาดไหน

นายอนุสร กล่าวว่า นึกภาพชายวัยใกล้ 50 ปี เข้าไปถ่ายรูป อันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คนในร้านจะมองเหมือนตัวประหลาด ว่าทำอะไร ถึงมาถ่ายรูป ซึ่งเราก็รู้สึกอึดอัด แล้วมาสมัยใหม่กลับตาลปัตร สัก 2-3 ปีที่แล้ว ตนไปทานข้าวหมูแดงที่ร้านหนึ่ง ก็ถ่ายรูปเล่นๆ เพราะรู้จักเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ถ่ายให้โลกเขาดูว่าอาหารไทยเป็นอย่างไร แล้วก็มีคุณยายคนหนึ่งถามว่าจะถ่ายทำไม ล่าสุดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เราเดินเข้ามาตัวเปล่า แล้วคุณยายคนเดิมก็ถามว่า คุณไม่ได้นำกล้องมาด้วยหรือ อย่างเพิ่มถ่ายนะ ขอแต่งหน้าก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้ทุกร้านเป็นอย่างนี้จริงๆ

“แล้วทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องโซเชียลแล้วกลายเป็นเรื่องดราม่าบางที ที่ว่าอินฟลูเอนเซอร์บางท่านจะไปกินก็บอกร้านไว้ก่อน เพื่อขอไปทานฟรี แล้วขอถ่ายรูป ให้เขารู้ว่ามารีวิวให้ ซึ่งบางร้านก็จะใจดีให้ทานฟรีก็มี คิดว่าแล้วแต่ความคิดส่วนบุคคล แต่ในความรู้สึกผมเป็นอย่างนี้” นายอนุสรกล่าว

เมื่อถามว่า พอเรื่มมีฟังก์ชันการเป็นวิดีโอ จากรูปแล้วมาเริ่มทำคลิปวิดีโอลุงอ้วนทำอย่างไร

นายอนุสร เผยว่า ยูทูปผมสมัครเอง แล้วผมก็ตัดต่อเอง แล้วสมัยนั้นคอมพิวเตอร์ไม่มีภาษาไทย ผมก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษ เราก็งมไปเรื่อย ๆ และตัดต่อแบบง่ายๆ พอเราไปทานอาหารจีน ไม่รู้จะใส่เพลงอะไร เราจะหาแอพลิเคชั่นเพลงสมัยนั้นก็ยังไม่มี สมัยนั้นยังไม่เริ่มมีลิขสิทธิ์ ก็เอาเพลงจีนที่อัดด้วยไอแพด แล้วนำมือถืออัดเสียงซับไป ตอนนั้นตนก็ไม่ได้คิดอะไร

“มาทำจริงจัง คือ ช่วงโควิด ลูกชายเขามีบริษัทเป็นของตัวเอง พอช่วงโควิดเขาก็ work from home เขาก็มาตัดต่อ ซึ่งคลิปแรกที่ตัดต่อเป็นเรื่องเป็นราว คือ สยามสเต๊ก ซึ่งคนเข้าไปดูเฉพาะคลิปนั้นประมาณ 2 ล้านกว่าวิว แล้วหลังจากนั้น 6 เดือนเต็มคลิปผมไม่มีต่ำกว่า 1 ล้านวิว เพราะตอนนั้นอาจจะยังใหม่อยู่สำหรับเรา  และมีการตัดต่อเป็นเรื่องเป็นราวโดยนำเด็กมาช่วยสัก 2 ปี เกือบ 3 ปี ถ้าเราทำจริง ๆ คือมันเกินขีดความสามารถของเรา” นายอนุสรเผย

เมื่อถามว่า ในมุมมองของลุงอ้วน หากเจอร้านที่ไม่ถูกปากเรา ลุงอ้วนยังจะรีวิวให้เขาอยู่ไหม

นายอนุสร กล่าวว่า ถ้าไม่อร่อยก็จบเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปบอกว่าไม่อร่อย ซึ่งบางคนทำอย่างนี้ เราสามารถทำลายร้านเขาได้เลย ถ้าร้านไหนอร่อยปกติ ก็จะบอกว่าโอเค ถ้าอร่อยแบบว้าว ผมก็จะบอกว่าอร่อยแบบแสงออกปาก ซึ่งทุกคอมเมนท์ตนจะบอกว่าเป็นส่วนตัว ซึ่งถ้าใครไม่รู้ ตนจะขึ้นเป็นโปสเตอร์เลยว่า รีวิวนี้รีวิวด้วยความส่วนตัวที่ชอบ ไม่ได้รีวิวเพื่อตามไปกิน ตามไปซื้อ ทั้งหมดนี้เป็นความส่วนตัวที่ชอบเอง

เมื่อถามว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่พันทิปมาเฟซบุ๊ก จนถึงยูทูป ปัจจุบันนี้เข้าติ๊กต่อกหรือยัง

นายอนุสร เผยว่า ต้องบอกว่าตั้งแต่แรก ตนไม่ได้สนใจติ๊กต่อกเลย เพราะว่ามันเป็นแนววัยรุ่น แต่พอจะมาเข้าโหมดการขายของ เอาตรง ๆ เขามาจ้างให้ผมเข้า ผมก็ต้องทำ เลยมีแอคเคาท์ติ๊กต่อก และในส่วนแอคเคาท์อินสตาแกรมตนมีตั้งแต่รุ่นแรก

เมื่อถามว่าทำไมถึงทำให้ตัวเองอยู่ในกระแสตลอดเวลา

นายอนุสร เผยว่า ตนไม่ได้คิดถึงจุดนั้นเลย ทุกวันที่ทำ ตนทำไปตามปกติ เพียงแต่ผมปรับให้เข้ากับเหตุการณ์ ผมใช้ความเป็นตัวเองให้ค่อยๆทำไป ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ อย่าไปมุ่งหวัง อย่างหลาย ๆ อินฟลูเอนเซอร์เข้าจะมาแนวตลก เพื่อให้คนดูคลิปนั้น 2-3 ล้าน ซึ่งตัวเขาทำอะไรก็ไม่รู้ แต่ขอแค่ให้คนดูเยอะ ถามว่าได้ประโยชน์ไหม ก็เพื่อความบันเทิง ซึ่งไม่มีผิด ไม่มีถูก แล้วแต่คนชอบ

เมื่อถามว่า สมัยนี้สังคมเร็วมากๆ สำหรับทุกโซเชียล ทุกช่องทาง มาไวไปไว คิดว่าอายุของลุงอ้วนเป็นอุปสรรคไหม

นายอนุสร กล่าวว่า ไม่เป็น ที่ผ่านมา มีเด็กๆ มาถามว่าลุงว่าพักผ่อนหรือยัง เหนื่อยไหม การพักผ่อนของลุงคืออะไร เกิดมาหาของกินไหม เสาร์- อาทิตย์ ไปเที่ยวไหม ตนก็ทำอยู่อย่างนั้น นี่คือการพักผ่อนแล้ว ตนบังเอิญได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มสูงวัยหลายที่ อาทิ สูงวัยไกลโซเชียล เราก็ตระหนักได้ว่า เราแก่แล้วนะ ต้องเอากลุ่มที่อายุเลย 60 มาทำให้สนุก อย่าให้เบื่อ อย่างตนถ้าอยู่บ้านนั่งเฉยๆ ก็จะมีอาการปวดหลังขึ้นมา ลุกก็เจ็บ นั่งก็เจ็บ

“ผมมองว่าสมัยก่อน อย่างผู้สูงวัยหลายๆท่าน จะสังเกตว่าผู้สูงวัยจะนั่งตามป้ายรถเมล์ มีกระเป๋าผ้าใบ มีน้ำขวดหนึ่ง มีร่มคันหนึ่ง พอไม่มีอะไรทำ ก็ไปนั่งรถเมล์ตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง นั่งกลับบ้าน ดูวิว กินก๋วยเตี๋ยวชามนึง ก็มีความสุขแล้ว ทุกวันนี้ผมยังคิดว่าอยากจะนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ อยากจะนั่งรถบขส.ไปอีสาน แต่ลูกหลานเขาก็เป็นห่วง” นายอนุสร กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อเป็นสายอินฟลูเอนเซอร์แล้ว ต้องเดินทางไปทั้งต่างจังหวัด ต่างประเทศ ทั้งการกิน มีวิธีการดูแลสุขภาพอย่างไรบ้าง ให้ตัวเองแข็งแรงอยู่ตลอด เพื่อไปทำกิจกรรมเหล่านี้ได้

นายอนุสร กล่าวว่า แล้วแต่พื้นฐานของแต่ละคน อย่างบางคนใช้บัตรทอง ส่วนคนมีเงินก็แพงหน่อย โรงพยาบาลดีหน่อย ผมก็ไปตรวจเลือดเดือนละ 2 ครั้ง แล้วตนก็เป็นประเภทที่อะไรขาดก็ทานวิตามินเพิ่ม อะไรเกินตนกินยาลด แล้วถามว่าตนเป็นโรคเยอะไหม ผมเป็นครบ 7 โรค

“ผมเป็นเบาหวานโดยที่ผมไม่รู้ตัว ผมไปตรวจเลือด น้ำตาลในเลือดโดดขึ้นมา 420 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร หมอตกใจให้ผมแอดมิต แล้วปรากฎว่าโรงพยาบาล ไม่มีห้อง ไม่มีเตียง หมอไม่ว่าง หมอก็เลยให้ยาลด อาทิตย์เดียวลดเหลือ 120 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ก็กินยาแบบนี้ทุกวัน ผมเป็นคนติดพฤติกรรมการกินโอเลี้ยง กินข้าว ตอนหลังผมคิดว่ามันอยู่ที่ตัวเรา โอเลี้ยงผมไม่ใส่น้ำตาล ข้าว หรืออะไรที่เป็นคาร์โบไฮเดรต เป็นแป้ง หรือน้ำตาล ผมลดด้วยตัวเราเอง แต่ยาเรายังกินอยู่” นายอนุสรณ์กล่าว

เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะแนะนำสำหรับวัยเกษียณ ที่มีเวลาอยากจะร่วมทำคอนเทนต์ อยากจะมาเป็นนักรีวิว

นายอนุสร กล่าวว่า ตนคิดว่าการทำคอนเทนต์เป็นกิจกรรมและงานอดิเรกที่ไม่ต้องลงทุน เพราะทุกคนส่วนมาก 90 เปอร์เซ็นต์มีเฟซบุ๊ก เราเห็นอะไรสวยงาม เห็นสิ่งที่เราชอบ หรือแม้กระทั่งหน้าบ้านเรามีที่ดินสักคืบหนึ่ง ใส่เม็ดถั่วเขียวลงไป ถ่ายตั้งแต่แรกเลย แล้วทำของเราไปเรื่อย ๆ ให้เหมือนกับเป็นกิจวัตรของเราตั้งแต่เช้า อันนี้ความชอบแล้วแต่บุคคล บางคนชอบทำอาหาร ก็เอากล้องมาถ่ายขั้นตอนการทำ แบบธรรมชาติ หรือบางคนมีฝีมือทำอย่างอื่น ก็ทำไป อย่างที่บอกว่ามันไม่มีการลงทุน แค่ให้เพื่อนได้เห็น อย่าไปมุ่งหวังว่าจะต้องปัง

“ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้มันยาก เพราะไม่ได้มีแค่การจัดจานอย่างสมัยก่อนที่ผมทำ ปัจจุบันมีหลังบ้านในการทำ มีทีมในการเข้าเฟซบุ๊ก มีการแท็ก ดูวุ่นวายไปหมด ซึ่งผมบอกเลยว่าผมก็ไม่ได้ทำตรงนั้น ผมใช้ฐานเดิมที่มีอยู่ไปเรื่อยๆ และอย่าไปกังวลอะไรมาก ผมว่ามันก็มีความสุข” นายอนุสรกล่าวทิ้งท้าย