อดีตผู้บริหารหญิง รับเมาขับจริง เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวรีบไปหาลูก ยันไม่เจตนาใช้เท้าถีบหน้าตร.
กรณี น.ส.มนธ์สินี อายุ 51 ปี อดีตผู้บริหารบริษัทชื่อดังระดับโลก ใช้เท้าถีบใบหน้าของ พ.ต.ท.ดาราธร ขจรศิลป์ รอง ผกก.5 บก.จร. ขณะขับรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ สีดำ หลังถูกจับกุมข้อหาเมาแล้วขับ ซึ่งตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 104 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ภายในด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และกวดขันวินัยจราจร บริเวณฝั่งตรงข้ามมัสยิด ถนนเลียบมอเตอร์เวย์ แขวงและเขตสวนหลวง กรุงเทพฯ เมื่อกลางดึกของวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา โดย น.ส.มนธ์สินีขัดขืนและด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรขณะถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ จนถูกดำเนินคดี รวม 3 ข้อหา เมาแล้วขับ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยผู้ต้องหารับสารภาพเพียง 1 ข้อหาคือเมาแล้วขับ ส่วนอีก 2 ข้อหาอยู่ระหว่างปรึกษาทนายความ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 27 เมษายน ที่ สน.ประเวศ น.ส.มนธ์สินี อายุ 51 ปี อดีตผู้บริหารบริษัทชื่อดัง พร้อมทนายความส่วนตัวเดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.กิตติโชติ สุ่มมาตย์ รอง สว.(สอบสวน) สน.ประเวศ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
โดย น.ส.มนธ์สินีกล่าวว่า ยอมรับที่มีการดื่มสุรา วัดได้ปริมาณ 104 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่เป็นข่าวพร้อมยอมรับผิด ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันที่ทำงานปกติ ประกอบกับประชุมลากยาว โดยหลังเลิกงานไปทานอาหารเย็นต่อ ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้มีการดื่มสังสรรค์จนดื่มเกินความเหมาะสม และกราบขออภัยทุกท่านที่ประมาทดื่มมากเกินไป โดยส่วนตัวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูก 2 คน ไม่มีใครดูแล เลยต้องรีบกลับไปหาลูก จนเกิดความกังวล พอโดนตรวจยอมรับว่ามีอารมณ์เพราะต้องรีบกลับบ้าน เป็นเหตุให้อาจมีการปะทะคารมณ์กัน และหลังจากนั้นมีการพูดคุยกับคู่กรณีไปแล้ว ตนยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะขัดขืนคำสั่งเจ้าหน้าที่
ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าตนได้ใช้เท้าถีบหน้าตำรวจนั้น ตนยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะใช้เท้าถีบหน้า ซึ่งหลังจากนั้นตนได้มีการพูดคุยขอโทษกับตำรวจนายดังกล่าวแล้ว ส่วนเรื่องที่ปรากฏภาพที่ตนด่าตำรวจว่า “ชั้นต่ำ” นั้น ตนขอไม่ให้ข้อมูล เนื่องจากกลัวกระทบกับรูปคดี ยืนยันว่าตนไม่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเมาแล้วขับ หรือถูกฟ้องในคดีอาญาใดๆ มาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
ทั้งนี้ ตนได้ฝากขอโทษถึงอดีตบริษัทที่เคยร่วมงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน รวมถึงตำรวจชุดปฏิบัติการในวันที่เกิดเหตุ พร้อมขอฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำคลิปบางส่วนไปตัดต่อเป็นไวรัล หากไม่เป็นความจริงช่วยกลับไปพิจารณาด้วย



