เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความพร้อมในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ที่ศาลจังหวัดนครพนมนัดสืบพยานคดีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาราษฎร์สงเคราะห์ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ที่ศาลมีคำสั่งให้รื้อคดี หลังศาลฎีกาตัดสินจำคุกในคดีขับรถชนคนเสียชีวิตและพ้นโทษออกมา ว่า ทางคณะทำงานในคดีของนางจอมทรัพย์ได้ประชุมเตรียมความพร้อมแล้ว เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ประชุมกันว่าจะนำพยานบุคคลขึ้นเบิกความกี่ปาก พยานของเจ้าหน้าที่ผู้รวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และขั้นตอนไหนบ้างกี่ปาก และพยานของผู้ชำนาญการด้านการตรวจพิสูจน์อีกกี่ปาก ประเด็นคือจะใช้ทนายความอย่างน้อย 2 คน คนแรกเป็นทนายความคนเก่าที่ดูเรื่องรื้อฟื้น พยานหลักฐานตัวไหนที่เป็นพยานหลักฐานที่ไม่เคยนำสืบในศาลชั้นต้นจะนำเข้ามาเป็นพยาน ตั้งแต่นางจอมทรัพย์และพยานอื่นๆ ที่เป็นประจักษ์พยานและพยานแวดล้อม รวมแล้ว 7 ปาก
พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวต่อว่า เราอาจเปิดด้วยพยานเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่รวบรวมหลักฐานที่เชื่อมั่นว่านางจอมทรัพย์เป็นผู้บริสุทธิ์มาเปิดคดีก่อน และกล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการว่าใครเกี่ยวข้องตรงไหน อย่างไร และต่อด้วยนางจอมทรัพย์ ประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม สุดท้ายก็พยานผู้เชี่ยวชาญ จะมีทั้งทางกรมการขนส่งทางบกและคณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงพยานเอกสารจากทางวิศวกรโตโยต้าแห่งประเทศไทย ทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของรถยนต์ของนางจอมทรัพย์ว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแม้แต่น้อย รถยนต์คันดังกล่าวได้เคลื่อนย้ายไปที่ จ.นครพนมแล้ว โดยนำขึ้นรถสไลด์ไป เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และเพื่อประโยชน์ในการที่ทนายความจะขอความเมตตาให้ผู้พิพากษาเดินมาเชิญสืบว่าร่องรอยการชนเป็นอย่างไร ร่องรอยสีที่ป้ายทะเบียนรถมีการแลกสีหรือเปลี่ยนกันเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์และความเป็นธรรมของนางจอมทรัพย์ทั้งสิ้น
“เราไม่ได้หนักใจอะไร เรามั่นใจ อย่าใช้คำว่าหนักใจ เพราะว่ายิ่งเราทำงานไป มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก แต่ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นความลับกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่เราจำเป็นต้องทำแบบนี้ เพราะเราคุยกันแล้วว่าการทำงานของเรา ถึงแม้หน้าที่จะแตกต่างกัน แต่เราทำเพื่อส่วนรวม เพื่อประชาชน เพื่อสังคมอยู่แล้ว ในการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันมันดีเสียอีก จะได้ทำให้สังคมประจักษ์ว่าหลักฐานที่ต่างคนต่างได้มาเป็นอย่างไร เราพร้อมจะแลกเปลี่ยนข้อมูล หลักฐานกับทาง ตร.อยู่แล้ว” รองปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าว
พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวด้วยว่า ไม่ใช่มีคดีนี้คดีเดียวที่จะต้องทำร่วมกัน ยังมีคดีอื่นที่ยังต้องเกิดขึ้นอีก ทางผู้สื่อข่าวจะเห็นเป็นขั้นเป็นตอนอยู่แล้วว่า การพัฒนาและการทำงานของทั้งสองฝ่ายทำอย่างไร การที่สื่อมวลชนให้ความสนใจและเสนอข่าวสารไป บางทีประชาชนทั่วไปสนใจมากจนมองกลายเป็นเรื่องเรียลิตี้ไป เป็นเรื่องของการโหวตว่าใครผิด ใครไม่ผิด มันไม่ใช่ มันต้องเป็นเรื่องของการนำพยานหลักฐานมาเสนอต่อศาล และให้ศาลเป็นคนตัดสิน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีบุคคลทั่วไปที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด และลงพื้นที่ไปหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ ทางกระทรวงยุติธรรมจะนำข้อมูลตรงนี้มาเป็นหลักฐานด้วยหรือไม่ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ กระบวนการยุติธรรม ขณะนี้อยู่ในชั้นศาลแล้ว ส่วนที่ปรากฏอยู่บนโซเชียลมีเดียนั้น เป็นเรื่องของคนที่เขาอินกับเรื่องนี้จัด และลงไปทำงานเรื่องนี้เอง เหมือนกับเป็นพวกแฟนคลับ ตรงนี้มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของอะไรที่เป็นพยานหลักฐาน เราถือว่าอันนี้สำคัญที่สามารถทำให้ศาลกลับคำตัดสินได้ เราทำเรื่องนี้เป็นหลัก จากที่ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว จะทราบว่าเรามุ่งเน้นไปที่รถยนต์ของนางจอมทรัพย์ว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อนเลย เพราะไม่เคยมีประจักษ์พยานเห็นนางจอมทรัพย์ขับรถคันนี้เลย คนที่ลงพื้นที่ไปหาหลักฐานด้วยตัวเองถือว่ามีเจตนาดี แต่เราต้องเลือกใช้หลักฐาน เราได้เลือกไปแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้
เมื่อถามว่า ทางกระทรวงยุติธรรมมีพยานในส่วนของนางจอมทรัพย์ไว้กี่ปาก พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวว่า เรามีพยานทั้งหมด 10 ปาก เป็นนางจอมทรัพย์ พยานในชั้นไต่สวน และพยานใหม่ รวมแล้ว 7 ปาก รวมถึงพนักงานสอบสวน 1 ปาก และผู้ชำนาญการอีก 2 ปาก รวมแล้ว 10 ปาก นอกจากนี้ยังมีพยานเอกสารอื่นอีก ทั้งนี้ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร และจะเอาผิดกับพนักงานสอบสวนหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของต้นสังกัด ต้องดูว่าเขาทำงานครบถ้วนหรือยัง เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างในสมัยนั้นมันไม่มี เขาได้ทำตามอำนาจหน้าที่ของเขาเต็มที่แล้วจากพยานที่เขาได้มา โดยส่วนตนแล้วก็ยังไม่เห็นถึงความบกพร่อง ดังนั้น ต้องค่อยๆ ดู ค่อยๆ ไป อย่าเพิ่งคิดไปก่อน เพราะคิดไปก่อน มันไม่ไปให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

