เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ส่งข้อความผ่านโปรแกรมไลน์ถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน (ผญบ.) สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบลและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ ในฐานะที่ทำงานร่วมกัน 20 ปี ว่า ขณะนี้ รัฐบาลและ มท.ได้มอบหมายภารกิจให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ทำงานสำคัญๆ ในการดูแลรักษาบ้านเมืองหลายเรื่อง ทุกท่านได้ทุ่มเททำงานข้างต้นกันอย่างเข้มแข็ง เสียสละและอดทน มีบางท่านบางครอบครัวได้รับอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ไม่ย่อท้อหรือเกรงกลัว ยังคงปฏิบัติหน้าที่กันต่อไป ตนจึงขอเป็นตัวแทนของรัฐบาลและ มท. ขอขอบคุณทุกท่านทั่วประเทศไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ขอให้คุณงามความดีที่ท่านทั้งหลายได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่การงานครั้งนี้ ส่งผลสัมฤทธิ์ให้ท่านและครอบครัวมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ประสงค์สิ่งใดที่เป็นสิ่งถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้วก็ขอให้สมประสงค์ทุกประการและทุกเรื่อง
นายกฤษฎากล่าวว่า ขอฝากย้ำงานสำคัญ 3 เรื่อง ให้ช่วยกันดูแลอย่าให้บกพร่อง คือ 1.โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท ขอให้ช่วยกันดูแลทำให้โครงการเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ด้วย อย่าให้เกิดการทุจริต เรียกรับเงินทองผลประโยชน์โดยมิชอบอย่างเด็ดขาด เพื่อพิสูจน์เกียรติยศศักดิ์ศรีและชื่อเสียงในการทำงานของกำนัน ผญบ.ว่าสามารถทำงานเป็นเสาหลักในการค้ำจุนดูแลทุกข์สุขของลูกบ้านได้อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงขอให้ช่วยกันดูแลอย่าให้มีการประชุมอบรมเป็นเท็จ หรือจ้างแรงงานเท็จหรือไม่มีการอบรม แล้วมาเบิกเงินโครงการหรือทำโครงการแต่ไปลดวัสดุหิน ปูน ทรายไม้ เพื่อนำเงินส่วนลดมาแบ่งกันเองอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการทุจริตและจะทำให้เกิดความแตกแยกภายในหมู่บ้าน/ตำบลอีกด้วย
“ขอยืนยันว่าในระดับกระทรวงไม่มีผู้บังคับบัญชาท่านใดที่ไปขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอไปหักเงินเปอร์เซ็นต์ของโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท เพื่อส่งมาที่กระทรวงอย่างเด็ดขาดครับ ผมขอยืนยันเพื่อความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง” ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าว
นายกฤษฎากล่าวว่า 2.การป้องกันไฟป่าหมอกควันนั้น ขอให้ร่วมกับนายอำเภอ อบต.เทศบาล อบจ.หน่วยงานป่าไม้ หน่วยป้องกันรักษาอุทยาน ตำรวจ ทหารและภาคประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ร่วมมือกันและแบ่งพื้นที่-ความรับผิดชอบ อย่าให้มีลูกบ้านหรือคนในพื้นที่-นอกพื้นที่เข้าไปในเขตปกครองดูแลของพวกเราเพื่อไปทำการเผาป่า เผาไร่อีกต่อไป รวมทั้งให้ช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่าและจัดชุดลาดตระเวนร่วมกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ป้องกันคนลักลอบแอบไปเผาหญ้า เผาเศษพืชทางการเกษตร เช่น ซังข้าว ตอข้าวโพด ประจำหมู่บ้านไว้ด้วย ทราบว่ากระทรวงเกษตรฯมีข้อแนะนำให้ใช้สารอินทรีย์ย่อยสลายซังข้าวหรือตอซังข้าวโพดโดยไม่ต้องเผาแล้ว จึงให้สอบถามวิธีการจากเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล/อำเภอ ว่าต้องทำหรือใช้วิธีการอย่างไรด้วย รวมทั้งให้ใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทั้งที่เป็นของส่วนตัวหรือที่ทางการมอบให้กลุ่มเกษตรกรไปแล้วนั้น นำมาใช้ไถกลบเศษวัชพืชหรือตอซังพืชต่างๆ แทนการจุดไฟเผาด้วย
3.ภัยแล้งซึ่งปีนี้คาดว่าจะแล้งนานกว่าทุกปี น้ำในเขื่อนในอ่างของชลประทานก็มีน้อยมากกว่าปีก่อนๆ ดังนั้น จึงขอให้กำนัน ผญบ.ได้จัดประชุมหรือประชาสัมพันธ์ ผ่านหอกระจายข่าว เสียงตามสายในหมู่บ้านชี้แจงลูกบ้านให้ช่วยกันประหยัดการใช้น้ำทุกกรณีในหมู่บ้าน ตำบลและให้ประสานงานกับการประปาในท้องถิ่น หน่วยงานราชการอื่นๆ ในการนำน้ำไปแจกจ่ายในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ด้วย อีกทั้งให้ร่วมกันรณรงค์ให้ลูกบ้านที่เป็นชาวนาชาวสวนหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยตามที่เจ้าหน้าที่เกษตรตำบล อำเภอแนะนำด้วย และปีนี้ มท.ได้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือให้ช่วยหาพ่อค้า แม่ค้าและตลาดรองรับเพื่อมารับซื้อผลผลิตของชาวนาชาวไร่เกษตรกรที่เปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยด้วยแล้ว สำหรับรายละเอียดที่จะนำผลผลิตไปขายให้ใครที่ไหนราคาเท่าไร ขอให้ติดต่อนายอำเภอหรือเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอหรือ พนักงาน ธ.ก.ส.ประจำพื้นที่
นายกฤษฎากล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้มีการปล่อยข่าวลือและเรื่องเท็จต่างๆ ไปในหมู่บ้าน ตำบลหลายเรื่องอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความแตกแยกในหมู่บ้าน ตำบล จึงขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ได้ประชุมชี้แจงลูกบ้านให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องด้วย หากมีข้อสงสัยในเรื่องใดให้สอบถามจากนายอำเภอหรือข้าราชการที่ลงไปทำงานในตำบล หมู่บ้านก็ได้ ประการสำคัญขอให้ไปประชุมประจำเดือนร่วมกับนายอำเภอและส่วนราชการที่อำเภอด้วยทุกครั้งอย่าได้ขาดการประชุม โดยให้นำปัญหาข้อสงสัยเกี่ยวกับข่าวลือต่างๆ และเรื่องความเดือดร้อนของลูกบ้านที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแก้ไขไม่ได้ไปแจ้งนายอำเภอหรือส่วนราชการที่เข้าประชุม อีกทั้งให้นำข้อราชการต่างๆ จากนายอำเภอและส่วนราชการไปประชุมแจ้งลูกบ้านด้วย ก็จะทำให้ข่าวลือเรื่องเท็จเรื่องหลอกลวงในพื้นที่ตำบล หมู่บ้านลดลง
“ผมทราบดีว่างานของท่าน บางครั้งอาจทำให้เหนื่อยและท้อแท้จึงขอแนะนำว่าคราใดที่พวกเรารู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้ก็ขอให้หันไปดูพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่อยู่ในบ้านหรือสถานที่ต่างๆ แล้วนึกย้อนทบทวนว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปีนั้น พระองค์ทรงงานหนักกว่าพวกเราหลายเท่าเพื่อประเทศชาติและประชาชนคนไทยมาโดยตลอด มิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขของประชาชนในตำบลหมู่บ้านทั่วประเทศ ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะทุรกันดารเพียงใดก็ได้เสด็จไปหาประชาชนของพระองค์ และหลายครั้งที่ผมทราบว่าในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังตำบล/หมู่บ้าน เพื่อช่วยเหลือประชาชนนั้น ก็ทรงซักถามข้อมูลต่างๆ ในตำบล/หมู่บ้านจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านด้วยพระองค์เองเสมม ดังนั้น จึงขอให้พวกเราได้นำแนวทางการทรงงานและพระราชจริยวัตรของพระองค์มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยก็จะทำให้ความเหนื่อยยากทั้งหลายลดลง เกิดกำลังใจในการทำงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาทได้” นายกฤษฎากล่าว

