ครั้งแรก! ไทยตัวแทนเอเชียแปซิฟิก ร่วมเวที UN โชว์นโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตปชก. ทั่วโลก ‘จับตา’ การพัฒนาสังคม
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เข้าร่วมการประชุมที่มีความสำคัญต่ออนาคตของโลก นำโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะ ซึ่งได้เดินทางไปยังสํานักงานใหญ่ สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการประชากรและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 57 (CPD 57) ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม เพื่อกล่าวถ้อยแถลงเรื่อง ประชากรและการพัฒนา


ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้ทำเวิร์กช็อปเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติ “พัฒนาความมั่นคงครอบครัวไทย ผ่านพ้นภัยวิกฤตประชากร” พร้อมจัดทำรายงาน “สมุดปกขาว” ข้อเสนอเชิงนโยบาย วิกฤตประชากรและสังคมสูงวัย ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 และวันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2567 โดยนายวราวุธในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย นำเสนอในที่ประชุมว่าประเทศไทยมีแผนในการรับมือกับปัญหาประชากรอย่างไร

การเดินทางมาประชุมครั้งนี้ รมว.พม.ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกว่า 70 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ นิวซีแลนด์ วานูอาตู หมู่เกาะโซโลมอน หรือแม้แต่รัสเซีย รวมทั้งเซนทรัลเอเชีย อย่างเช่น ทาจิกิสถาน คาซัคสถาน เป็นต้น ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่ 57 และยังเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 30 ปี ของการจัดประชุมครั้งแรกที่ประเทศอียิปต์ ดังนั้น จะมีความสำคัญในส่วนของเนื้อหาและสารัตถะที่จะนำเสนอมากพอสมควร เพราะว่าเราจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้เตรียมความพร้อม และมีแนวโน้มที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งนอกจากมีการประชุมแล้ว จะมีการเสวนาระดับรัฐมนตรีร่วมกับอีกหลายๆ ประเทศ ซึ่งตนจะขึ้นร่วมเสวนาในนามของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

นายวราวุธเผยหลังการประชุมว่า ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และในฐานะ รมว.พม.ได้นำเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการประชากรและการพัฒนาหลายมิติไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาธารณสุข การพัฒนาอัตราการเกิดและการเสียชีวิตที่ลดน้อยลงของเด็กแรกเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ยังพูดถึงแผนงานโดยนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ในการที่จะมาช่วยแก้ปัญหาประชากรเกิดใหม่น้อย ปัญหาสังคมสูงอายุ และจะทำอย่างไรให้ประชากรมีปริมาณเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งต้องเรียนว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหลายฝ่าย จากที่มีการนำเสนอในห้องประชุมใหญ่สหประชาชาติ

“หลังจากนั้นได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีด้านสังคมของประเทศอังกฤษ ตามด้วยการพบกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาประชากรโดยตรง ซึ่งทั้งสองท่านให้ความสนใจและยืนยันว่าทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยรัฐมนตรีของอังกฤษยังให้การเน้นย้ำในเรื่องสิทธิสตรีและเด็กในมิติต่างๆ ซึ่งทางกระทรวง พม.จะบริหารงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับรัฐบาลในระดับนานาชาติต่อไป”

ในการประชุมครั้งนี้ รมว.พม.ได้พบกับผู้นำระดับสูงของ UNDP -โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) เป็นหน่วยงานสำคัญในการประสานงานความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาของสหประชาชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกับประเทศไทยอย่างยิ่งในหลายมิติ และความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กับการพัฒนาโครงสร้างประชากร โดยทั้งสองปัญหาดังกล่าวสามารถที่จะมีความเชื่อมโยงกันและมีผลกระทบอย่างยิ่งกับมนุษย์
“UNDP ให้ความสนใจในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องข้อเสนอเชิงนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร และจากนี้ไปทางประเทศไทย โดยกระทรวง พม. จะทำงานร่วมกับ UNDP อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรควบคู่กันไปกับการปรับตัวของประชากรให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย”

สำหรับ “นโยบาย 5×5” มีดังนี้ 1.เสริมพลังวัยแรงงาน ตั้งตัวได้ สร้างและดูแลครอบครัวได้ และพร้อมที่จะสูงอายุอย่างมีคุณภาพในอนาคต 2.เพิ่มคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน : เด็กน้อย ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ 3.สร้างพลังผู้สูงอายุ ผ่อนหนักให้เป็นเบา พลิกวิกฤตทางประชากรให้เป็นโอกาส 4.เพิ่มโอกาสและเสริมสร้างคุณค่าของคนพิการ 5.สร้างระบบนิเวศ (Eco-System) ที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความมั่นคงของครอบครัว
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมการอภิปรายระดับสูงระหว่างรัฐมนตรีในฐานะผู้แทนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เกี่ยวกับผลการประชุม ข้อค้นพบสำคัญ และข้อเสนอแนะจากการประชุมว่าด้วยประชากรและการพัฒนาระดับภูมิภาค โดยร่วมอภิปรายกับรัฐมนตรีจากประเทศคองโก มอลโดวา โบลิเวีย และซีเรีย

นายวราวุธเผยว่า มีรัฐมนตรีจากลาตินอเมริกาคนหนึ่งถามว่าจริงหรือไม่ที่ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการสมรสเท่าเทียม ตนเองได้บอกว่าปลายปีนี้ เราได้จะเห็นกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้งานแน่นอน ซึ่งรัฐมนตรีดังกล่าวแสดงความชื่นชมและทึ่งในความสามารถและความกล้าหาญของประเทศไทยที่เป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศอาเซียน

“การเดินทางมาครั้งนี้ เราประสบความสำเร็จในการที่เราได้แสดงให้ทั้งโลกได้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากรนั้น ต้องอาศัยหลักการอย่างไรบ้าง หรือแม้แต่รัฐมนตรีจากประเทศลาตินอเมริกา ได้มาสอบถามเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสมรสเท่าเทียม แสดงให้เห็นว่า ทั่วโลกจับตามองการพัฒนาทางด้านสังคมของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง และเวทีสหประชาชาติครั้งนี้เป็นเวทีที่เราได้แสดงให้ทุกคนจากทุกภูมิภาคทั่วโลก ได้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปมากน้อยแค่ไหน และกำลังจะทำอะไร เป็นตัวอย่างให้กับอีกหลายๆ ประเทศ มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับทีมงานของทีมไทยแลนด์ร่วมกัน” นายวราวุธกล่าว

