เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เป็นวันที่ 63 อาทิ ชุมชนสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสงขลา จำกัด, สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, สหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้านครหลวง จำกัด, สภาองค์การบริหารส่วนตำบลนอกเมือง จ.สุรินทร์, อบจ.น่าน , อบจ.ชุมพร, อบจ.สุราษฎร์ธานี ,สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย , สมาคมประกันชีวิตไทย, สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สภาศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติ, สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศไทย
เวลา 10.00 น. ว่าที่ร้อยเอก ดร. เทียนชัย ทองวินิชศิลป ตัวแทนจากสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุโขทัย เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพล

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังสำนักพระราชวัง ปิดเวลา 21.05 น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 33,760 คน รวม 97 วัน มี 4,161,414 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,944,109 บาท รวม 97 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 350,761,614.34 บาท
สำหรับบรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงเดินทางมาเข้าคิวตั้งแต่เช้าตรู่ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ส่วนใหญ่เป็นประชาชนจากต่างจังหวัดที่เดินทางกราบพระบรมศพในช่วงเช้า ขณะที่ชาวกรุงเทพฯ มักเดินทางมาในช่วงบ่ายและเย็น เพื่อให้คนต่างจังหวัดที่เดินทางมาก่อน โดยวันนี้ สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะทางประตูวิเศษไชยศรี ในเวลา 04.45 น.

นางประภา ดีจันทึก อายุ 63 ปี ชาวจ.ฉะเชิงเทรา ที่รวมตัวกับเพื่อนบ้าน 11 คน เดินทางมาตั้งแต่ตี 4 ถือเป็นการเข้ากราบพระบรมศพครั้งที่ 2 หลังจากเดินทางมาครั้งแรกกับคณะเทศบาลก่อนครบ 100 วัน ซึ่งแม้จะมากราบเป็นครั้งที่ 2 แต่ นางประภากล่าวว่า ยังรู้สึกตื้นตัน เพราะคิดถึงในหลวง ร.9 ทุกวัน เมื่อได้กราบน้ำตาก็ไหลออกมา จำได้ว่าเคยได้มีโอกาสรับเสด็จฯ ในหลวงร.9 เมื่อตอนเป็นเด็ก พระองค์เสด็จฯ มาวัดหัวไทร บางคล้า เราเป็นเด็กเล็กๆ ได้แต่นั่งมองจากที่ไกลๆ แต่ก็จดจำมาจนวันนี้ ส่วนตัวประทับใจในพระองค์ทุกอย่าง ทั้งพระราชจริยวัตรและคำสอน เช่น ความประหยัดมัธยัสถ์ พอเพียง พึ่งตนเองให้ได้ ปลูกผักสวนครัว ดูแลบ้านให้กับลูก ทุกวันนี้ ตนก็แก่ขึ้นมาแล้ว ได้แต่ทำความดีตามสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไว้ และหากมีโอกาสก็จะมากราบพระบรมศพอีก

ด้าน นายศิริ จันทร์แจ่ม อายุ 65 ปี อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อาชีพทำนา กล่าวว่า รวมตัวกับคณะอบต. จำนวน 200 คน มากราบสักการะพระบรมศพ โดยมาเป็นครั้งแรก รู้สึกประทับใจพระองค์ที่ทรงช่วยเหลือประชาชนในทุกๆ อย่าง โดยเฉพาะเราซึ่งเป็นชาวนา พระองค์ทรงช่วยเหลือเรื่องน้ำ ทำให้ไม่เคยขาดแคลน ไม่ว่าจะน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง ได้อาศัยโครงการแก้มลิง ให้เกษตรกรมีน้ำใช้ทำนา ทั้งยังเป็นต้นแบบในทุกๆด้าน ทั้งความพอเพียง กตัญญู ที่ผ่านมาก็ได้รวมกลุ่มกันสวดพระอภิธรรมถวายเป็นพระราชกุศลที่วัดในชุมชนจนครบ 100 วัน และสวดต่ออีกสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเรื่อยมา ด้วยอยากส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย

ขณะที่ นางชูจิต จิตระเบียบ อายุ 47 ปี พนักงานบริษัทเซรามิกแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มากราบสักการะพระบรมศพ แม้จะตั้งใจมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็เพิ่งได้มีโอกาส ในวันนี้บริษัทได้พาตัวแทนที่อยากจะมาเป็นกลุ่มแรก ก่อนจะทยอยพามาในวันต่อไป แม้ผู้จัดการบริษัทเป็นชาวญี่ปุ่นที่มาแต่งงานกับคนไทย แต่ก็รับรู้ว่าคนไทยรักพระองค์มาก จึงได้พาพนักงานมา เมื่อได้ขึ้นไปกราบพระบรมศพ น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ตื้นตัน ตัวสั่นไปหมด เพราะในชีวิตไม่เคยได้เฝ้าฯ รับเสด็จมาก่อน ใกล้ที่สุดก็คือได้กราบพระบรมศพวันนี้ ได้แต่ติดตามข่าวจากทางโทรทัศน์ ในครอบครัวก็ได้น้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ อย่างการปลูกไร่นาสวนผสม รวมทั้งประหยัด อดออม และทำงานหนักตามแนวทางของพระองค์ สอนลูกๆให้รู้จักประหยัด อดออม ให้เป็นคนดีของสังคมต่อไป

นางมาลี ไชยแก้ว อายุ 70 ปี ชาวบ้าน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เผยว่า เดินทางพร้อมญาติๆ รวม 6 คนด้วยเครื่องบิน มาตั้งแต่วานนี้แล้วพักที่บ้านญาติย่านดอนเมืองเพื่อเตรียมตัวโดยออกจากที่พักเวลา 05.00 น. มาถึงบริเวณท้องสนามหลวงเวลา 06.00 น.ระหว่างเข้ากราบสัการะเบื้องหน้าพระบรมโกศรู้สึกตื้นตันและดีใจที่ได้กราบในหลวง ร.9 ในวาระสุดท้าย
“รักและศรัทธาพระองค์มาก จำได้ว่าตอนเด็กๆ อาศัยอยู่ที่ อ.ปากพนัง นครศรีธรรมราช พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร ได้เห็นทั้งสองพระองค์ก็ดีใจมาก พากันไปรับเสด็จแต่เช้า ครอบครัวได้ถวายปลากระบอกเค็มในวันนั้น ประทับใจไม่รู้ลืม หลังจากนั้นไม่นานพายุก็พัดถล่มแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง บ้านเรือนเสียหายหมด เป็นเหตุให้ต้องย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่หาดใหญ่ มารู้ว่าในหลวงร.9 เสด็จฯ ไปช่วยฟื้นฟูหมู่บ้าน หาอาชีพให้ และให้สร้างประตูระบายน้ำป้องกันน้ำทะเลหนุน แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจืดไว้กินไว้ใช้

