อาชญากรหุ่นยนต์ : การลืมเลี้ยงคนให้เป็นคน

15.05.24 | 18:26 น.

มีคำกล่าวภาษาลาตินบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “Ubi societas, ibi jus” ซึ่งมีความหมายว่า “ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย”
“กฎหมาย” นับเป็นสถาบันหลักหนึ่งทางสังคม ที่มีหน้าที่อำนวยชีวิตสังคมให้ดำเนินไปอย่างมีความสุข เป็น “กฎ” ที่สมาชิกในสังคมนั้นๆ “หมาย” คือ ยอมรับตรงกันว่า จะอยู่ร่วมกันอย่างไร เพื่ออะไร มีกฎเกณฑ์ใดกำกับควบคุม ป้องปราม และลงโทษ
“กฎหมาย” จึงทำหน้าที่ในการกำกับหรือควบคุมทางสังคม (social control) ระงับข้อพิพาท/ความขัดแย้งในสังคม (dispute settlement) และยังเป็นกลไกในการรักษาความเที่ยงธรรมและหลักของศีลธรรมด้วย
แต่ลำพังกฎหมายนั้น คงไม่เพียงพอที่จะกำกับ ดูแล ควบคุม สมาชิกในสังคมหนึ่งๆ ให้มีความตระหนักร่วมกัน รู้ผิดชอบชั่วดีตรงกัน เท่ากัน และหมายจะ “ไม่ทำความผิด” ได้เสียทั้งหมด ยังต้องมีกลไกอื่นๆ เข้าช่วย หรือเป็นฐานรากสำคัญ ก่อนจะนำพาสมาชิกของสังคมเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
เมื่อมีการพูดคุยกันว่า ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของสังคมโลกและสังคมไทยในทุกวันนี้ คือ การมีอาชญากรที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ทำผิดกฎหมายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้ากลางกรุงเทพมหานคร การรุมทำร้ายสตรีสูงวัยโดยกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 5 คน ที่จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น
มาตรการทางกฎหมาย : กรณีเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี กระทำผิดทางอาญา ควรเป็นอย่างไร?
ในอีกด้านหนึ่ง ดิฉันเห็นว่า ต้นรากของปัญหาความก้าวร้าว รุนแรง ขาดความยั้งคิด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี โหดเหี้ยม ไม่มีทักษะความเป็นมนุษย์ และขาดความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นผลกระทบจาก “การเลี้ยงดู” และสิ่งแวดล้อมที่เขาเติบโตมา
จากหลายๆ เหตุการณ์ความรุนแรง ที่ผู้ก่อเหตุเป็นเพียงเด็กและเยาวชน ทั้งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และในประเทศไทยของเรานั้น น่าจะถึงจุดที่ผู้เกี่ยวข้องในทุกๆ ด้าน หยุดนิ่งนอนใจ หันมาตระหนักถึง “อาชญากรอายุน้อย” หรือที่เรียกตามภาษาสมัยใหม่ว่า “อาชญากรวัยใส” กันโดยถ้วนหน้า เพื่อหาวิธีหล่อหลอม กล่อมเกลา ให้ความรัก ให้หลักคิด ให้มีความเป็นมนุษย์ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงที่เมื่อเกิดขึ้นครั้งใดก็ตาม ล้วนสร้างผลกระทบทางสังคมและทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง ชนิดที่ลำพังมาตรการทางกฎหมาย ไม่เพียงพอที่จะป้องปรามหรือเยียวยาได้ครบถ้วน
ด้วยเหตุนี้เอง การทำความเข้าใจ และการให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางสังคม ครอบครัว วิธีการเลี้ยงดู ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ควบคู่ไปกับการออกแบบกฎหมาย ให้เหมาะสม เพื่อผลในทางป้องกันการทำผิด และการลงโทษเมื่อทำผิด อย่างสมเหตุสมผล และนำไปสู่การลดจำนวนการก่อเหตุลงให้มากเท่าที่จะทำได้
ดิฉันจึงขอนำเสนอบทความนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ คือ
1.เพื่อแสดงความเห็นและความห่วงใยต่อเยาวชนที่ถูกเลี้ยงดูด้วยเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 หรือยุคดิจิทัล
2.เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยี ที่อาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคตของลูกหลาน จนกลายเป็น “อาชญากรหุ่นยนต์”
3.เพื่อให้สังคมตระหนักและตื่นตัว ที่จะถอดบทเรียนจากเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ของเด็กอายุ 14 ปี กราดยิงผู้หญิงเสียชีวิตในห้างพารากอน 3 ต.ค.66 และอื่นๆ
4.เพื่อทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง พร้อมจะมอบหัวใจ ความรัก ความอบอุ่น ความเมตตากรุณา และเวลา ให้แก่ลูกมากให้ที่สุด เท่าที่จะมากได้
5.เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ร่วมกันสร้างลูกที่มีหัวใจเป็นคน มิใช่หุ่นยนต์ ที่อาจกลายเป็น “อาชญากรหุ่นยนต์” ในท้ายที่สุด ต่อไป


ที่มาของ “มนุษย์ที่ไร้หัวใจมนุษย์”
ปัจจัยสำคัญของการที่เด็กเติบโตมาอย่างคนที่ “พร่องความเป็นมนุษย์” คือ ความโดดเดี่ยว การหมกมุ่นอยู่กับพี่เลี้ยงที่ไร้ชีวิต เพราะพ่อแม่ “ไม่มีเวลา”
1) ผลจากวัยเด็กของพ่อแม่
เป็นความจริงที่ว่า เงินนำมาซึ่งปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและการสร้างอนาคตที่ดีแก่คนๆ หนึ่ง ครอบครัวๆ หนึ่งแต่มิใช่ปัจจัยเดียว หรือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด หากแต่เป็น “ส่วนประกอบที่สำคัญ” เท่านั้น
มีคนที่มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต และมีจิตสาธารณะ เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเป็นจำนวนมาก ที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มิได้ร่ำรวย ขณะเดียวกันก็มีอาชญากร หรือผู้ทำผิดกฎหมาย คนที่ไร้ความสุข คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก ที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มั่งคั่ง
ทว่า พ่อแม่ในยุคปัจจุบัน ส่วนมากเติบโตมากับวัยเด็กที่เหน็ดเหนื่อย ลำบาก เพราะผลกระทบทางฐานะ ในวันที่เขาเหล่านี้ได้เป็นพ่อแม่ เขาจึงไม่อยากให้ลูกต้องลำบากเหมือนกับเขา พ่อแม่จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะทำงาน หาเงิน เพื่อนำมาดูแลลูกๆ ให้ “สุขสบาย” พรั่งพร้อมไปด้วย “สิ่งอำนวยความสะดวก” กับพ่อแม่อีกส่วนหนึ่งที่มีฐานะ ก็เลือกจะใช้เวลาหาเงินและนำเงินที่มีอยู่แล้วกับที่หาเพิ่มอยู่นั้น มาจัดหาเทคโนโลยีมาปรนเปรอลูกๆ เพื่อชดเชยกับการไม่มีเวลาให้
พ่อแม่ลืมไปว่า “เวลา” ที่จะอยู่ร่วมกับลูก เวลาที่จะประคับประคอง ขัดเกลา ให้เขาเติบโตมาอย่างผู้ที่มีหัวใจเป็น “มนุษย์” ก็สำคัญยิ่งนัก และเป็นสิ่งที่ “ใช้เงินซื้อไม่ได้” ไม่มีขายที่ไหน
การเลี้ยงลูกด้วย “ฝันร้ายในวัยเยาว์” หรือการมุ่ง “เยียวยาวัยเด็กของตัวเอง” หรือการมุ่งต่อรักษาและต่อยอดฐานะอันมั่งคั่งให้มั่นคงและพัฒนาต่อไป ล้วนผลักดันให้พ่อแม่ทำงานหนัก เพื่อหา “เงิน” มาซื้อวัตถุสิ่งของที่คิดว่า “จำเป็น” หรือ “อำนวยความสะดวก” ให้แก่ลูก เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกว่า “ขาดแคลน” เหมือนที่ตนเคยรู้สึก และรู้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวนั้น “เป็นทุกข์” เพียงใด อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีทั้งหลาย โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และอื่นๆ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กได้รับอย่างรวดเร็ว โดยมิได้คำนึงถึง “พัฒนาการตามวัย” ที่เหมาะสม และ “ผลกระทบ” ที่ต้องระมัดระวัง
“เทคโนโลยีที่มาถึงเด็กก่อนวัย” จึงกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าที่ “ความไม่มี” พ่อแม่เชื่อว่า เทคโนโลยีจะทำให้ลูกเก่ง ลูกมีความสุข ลูกทันยุคทันสมัย และ “มีเหมือนคนอื่น” ได้ จากความอุตสาหะของพ่อแม่
พ่อแม่จึงตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน เพื่อซื้อหรือจัดหาเครื่องและเทคโนโลยี มากที่สุด ดีที่สุด เท่าที่จะมากได้ ให้แก่ลูกน้อย ตั้งแต่เกิดหรือเยาว์วัย โดยลืมไปว่า “ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ในโลก สามารถทดแทนคุณพ่อคุณแม่ได้เลย”
2) ผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว
เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ที่ครอบครัวไทย เปลี่ยนสภาพจาก “ครอบครัวขยาย” เป็น “ครอบครัวเดี่ยว” ทำให้เด็กที่เติบโตมา มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์น้อยลง จากเดิมที่หากพ่อแม่ไปทำงาน ก็ยังมีปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอาคอยช่วยเลี้ยงดูแบบ “ญาติ” มิใช่แบบ “พี่เลี้ยง” เด็กจึงได้รับความรัก ความอบอุ่น และรู้จัก “ความเป็นเพื่อนมนุษย์” กับคนหลากรุ่น หลายวัย มากกว่า มีกลไกทางอารมณ์และจิตใจ ที่สามารถรัก เข้าใจ เห็นใจ ผูกพัน กับคนหลากรุ่นหลายวัย มีความเคารพผู้อาวุโส เอื้อเฟื้อต่อผู้เยาว์กว่า และเป็นมิตรกับคนวัยเดียวกัน กล่าวได้ว่า เด็กเติบโตมาอย่างมีทักษะทางสังคม และมี “อารมณ์ความเป็นมนุษย์” ที่ได้รับการขัดเกลาแล้ว
3) ผลกระทบจากยุคสมัย
ในศตวรรษ ที่ 21 หรือยุคดิจิทัล (Digital Age) มนุษย์ สังคม และประเทศชาติ ต่างต้องเผชิญกับผลกระทบที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ เนื่องจากมีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้งและไร้ทิศทาง ส่งผลให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งทางบวกและทางลบ เป็นยุคสมัยที่ต้องเผชิญกับความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ หรือที่เรียกกันว่า VUCA World อันประกอบไปด้วย

V = Volatility – เป็นสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูง เกิดขึ้นอย่างฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัว
U = Uncertainty – สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ไม่ชัดเจน ยากจะอธิบาย
C = Complexity ความสลับซับซ้อน
A = Ambiguity ความคลุมเครือ
ในสภาพการณ์แบบนี้ พ่อแม่และรวมถึงลูกจะมีความเครียดมาก อันเนื่องมาจากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของข้อมูล ความรู้ ทักษะต่างๆ ส่งผลให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ความกลัว และความสับสน ไม่แน่นอน ทั้งในการทำงาน อาชีพ การเรียนรู้ การปรับตัวเข้ากับสังคม ฯลฯ
ทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วน “พรากเวลาคุณภาพ” ไปจากเด็กและพ่อแม่ ที่จะค่อยๆ เติบโตมาด้วยกัน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ลูกจึงเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ขาดรัก รักไม่เป็น หมกมุ่นกับตัวเอง ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกๆ เรื่อง และขาดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็น “ทักษะมนุษย์” ที่สำคัญที่สุด
ในท่ามกลางความโดดเดี่ยวนั้น เด็กยังเติบโตมากับเทคโนโลยีที่ขาดชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ โทรศัพท์ หรือเกม ซึ่งกุมารแพทย์ทั่วไปต่างพร้อมใจกันเตือนว่า “อย่าใช้จอเลี้ยงลูก”
เด็กที่เติบโตมากับ “จอ” มากกว่ากับ “ใจ” ด้านพฤติกรรม จะมีความก้าวร้าว ซน สมาธิสั้น มีพฤติกรรมออทิสติก คือ ดื้อ ต่อต้าน โลกส่วนตัวสูง สื่อสารกับคนอื่นน้อย แม้ดูเหมือนขณะใช้สื่อเหล่านี้กับเด็ก เด็กจะนิ่ง ไม่ยุ่ง ไม่ซน ไม่ถาม แต่เมื่อขออุปกรณ์คืน เด็กจะไม่ยอม เกิดการดื้อรั้น ขณะเดียวกันยังพบว่า ถ้าลดการใช้สื่อหรือจอ เป็น “พ่อแม่” หรือ “พี่เลี้ยง” ของเด็กลง พฤติกรรมเด็กก็จะกลับมาปกติได้
งานวิจัยของโรงพยาบาลพญาไท ก็ชี้ให้เห็นภัยเงียบ 6 ประการ ที่พ่อแม่ยุคใหม่ มักใช้วิธีการเลี้ยงลูก ด้วยเทคโนโลยี เพราะคิดว่าลูก จะได้รับความรู้มากมาย แค่เพียงใช้ปลายนิ้ว แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทุกสิ่งล้วนมีสองด้าน โดยภัยเงียบที่เกิดจากการปล่อยลูกไว้กับ “จอ” มีดังนี้

1.สุขภาพไม่แข็งแรง
เพราะการจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรศัพท์มือถือ ทำให้ไม่เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย ต่างกับการเล่นในยุคก่อน ที่มีกิจกรรมสัมพันธ์กับพ่อแม่ผู้ปกครอง งานบ้าน งานสวน งานครัว รวมทั้งการวิ่ง การปีนป่าย ช่วยทำให้ร่างกายได้พัฒนาทักษะการทรงตัว การเคลื่อนไหว การมองเห็น การได้ยิน และการใช้กล้ามเนื้อต่างๆ จนเกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
2. เป็นโรคสมาธิสั้น
เด็กจะคุ้นเคยกับการใช้เครื่องที่มีความรวดเร็ว ทันใจ เมื่อสมองถูกครอบงำและจดจำความเร็วระดับดังกล่าวไว้ จนกลายเป็นความคุ้นชิน เด็กจะกลายเป็นคนที่รออะไรนานๆ ไม่ได้ เสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น ความจำเสื่อม ดังคำพูดที่ว่า “ยาวไม่อ่าน นานไม่ฟัง” ของเด็กสมัยใหม่นั่นเอง
3. มีปัญหาด้านการมองเห็น
การใช้สายตาจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรศัพท์มือถือนานๆ ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กเกิดภาวะสายตาผิดปกติ แต่ยังทำให้เด็กชินกับการมองภาพ 2 มิติ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางสติปัญญา ในการทำความเข้าใจภาพ 3 มิติได้
4. มีปัญหาด้านการเรียนรู้ภาษา
เด็กถูกอิทธิพลของคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือดึงดูดมาก หมกตัวอยู่กับจอ จนขาดการเข้าสังคม ไม่ได้ฝึกการตอบโต้ การเล่น และการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ หรือช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำให้ขาดการกระตุ้นให้รู้จัก ทักษะด้านคิดวิเคราะห์ ความเชื่อมโยง ความมีน้ำใจ และมีเหตุผล แบ่งปันได้ ชนะได้ และแพ้เป็น
5. มีปัญหาด้านการเขียน
การใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ โดยใช้ปลายนิ้วกดหรือจิ้ม ทำให้ขาดการพัฒนากล้ามเนื้อมือ ข้อมือ หัวไหล่ และลำตัว ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการเขียนที่ดี

Advertisement

6. ขาดความสัมพันธ์กับผู้คน
การไร้ปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้อื่น ส่งผลให้เด็กขาดการเรียนรู้ ที่จะผูกมิตรไมตรี กับผู้อื่น แม้กระทั่งพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และเพื่อนฝูง จึงเข้าสังคมไม่เป็น ขาดการเป็นคน อาจจะขาดหัวใจไปด้วย ถ้าพ่อแม่ไม่ให้หัวใจ

เลี้ยงคนให้มีหัวใจอย่างคน
ผลกระทบดังกล่าว ได้ถาโถมเข้ามายังประเทศไทย โดยที่เรามิได้ตระหนัก เท่าทัน ป้องกัน หรือตั้งหลักตั้งตัว
เด็กจำนวนหนึ่งกลายเป็นอาชญากร เป็นฆาตกรเลือดเย็น ที่ไม่เห็นคนเป็นคน ไม่เห็นความเจ็บปวดของคนอื่นๆ แล้วรู้สึกเมตตาสงสาร พวกเขากลายสภาพเป็น “อาชญากรหุ่นยนต์” ฆ่าอย่างมีทักษะที่จะฆ่า แต่ไม่เหลือ “ใจอย่างมนุษย์” ที่จะคอยกำกับการกระทำ ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
ดังการกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้า เด็กมีการเตรียมการมา คิด ทำ และถ่ายรูปส่งเข้ากลุ่ม พูดคุยกันอย่างสนุก พูดถึงคนอื่นๆ ว่าสมควรตายอย่างไร้เหตุผล ไร้มนุษยธรรม และสนุกเหมือนเกมที่พวกเขาเล่น
เช่นกันกับการรุมทำร้ายและฆ่า น.ส.บัวผัน ตันสุ หรือ ป้าบัวผัน ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เยาวชน 5 คนก็กระทำด้วยความคึกคะนอง เห็นคนๆหนึ่งเป็นเหมือนวัตถุสิ่งของ มีการส่งข้อความคุยกันในกลุ่มเพื่อนโดยไม่รู้สึกรู้สา เหมือนกระทำกับสิ่งไม่มีชีวิต

บทสรุปและข้อเสนอแนะ
ด้วยประการทั้งปวงที่ว่ามา จะเห็นได้ว่า การได้รับเลี้ยงดูและการเติบโตมาของคนทุกคน เป็นเรื่องสำคัญ อันมีผลให้เขาเป็น “มนุษย์” ที่จะไม่ก่ออาชญากรรมต่างๆ ไม่ทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือขาดความรู้สึก ความคิด ความเข้าใจ จนกลายเป็น “อาชญากรหุ่นยนต์” คือ มีร่างเป็นมนุษย์ แต่ไม่มีหัวใจมนุษย์ มีแต่โปรแกรมทำลายอย่างอย่างอำมหิต และสนุก เหมือนเล่นเกมๆหนึ่งเท่านั้น
การเตรียมการในเรื่องกฎหมาย นับเป็นเรื่องดี
แต่ก็มิอาจละเลยการเลี้ยงดู ที่เป็น “เหตุของพฤติกรรม” ได้
จึงขอเสนอแนะให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่าย ช่วยกันรณรงค์ ให้ความรู้ สร้างความตระหนัก มีแผนการช่วยเหลือ พัฒนา ตลอดจนมีสวัสดิการจากรัฐ เพื่อให้พ่อแม่ได้มีเวลาอยู่กับลูก เลี้ยงดูลูก เติม “หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์” ลงไปใน “หุ่นยนต์มนุษย์” ที่กำลังเลี้ยงดู อย่าให้เขาเติบโตเพียงกาย แล้วก่อความวุ่นวาย เป็นอันตรายต่อสังคม ซึ่งปัจจุบันกฎหมายมิได้เอาผิดเฉพาะเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้ก่อเหตุอีกแล้ว แนวโน้มจากหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยเอง เริ่มเอาผิดมาถึงพ่อแม่ด้วย
การสร้างสังคมที่น่าอยู่ ปลอดภัย เป็นระเบียบ และเคารพกติกา จึงต้องสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการมีกฎหมายกำกับอีกชั้นหนึ่ง