3 องค์กรจับมือ คิกออฟปฏิรูปตำรวจ เสนอ ‘ประธานก.ตร.’ มาจากเลือกตั้ง

16.05.24 | 16:19 น.

3องค์กรจับมือ คิกออฟปฏิรูปตำรวจ ให้ ‘ประธานก.ตร.’ มาจากตำรวจเลือกตั้ง ผุด ก.ตร.บช.-สง.’ก.พ.ค.ตร.-ก.ร.ตร.’ ไอลอว์ จุดประกายตำรวจร่วมลง 10,000 ชื่อชูแก้ไขกฎหมายยกเครื่ององค์กรตัวเอง


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม ที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ สมาคมตำรวจ ร่วมกับ สมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ชมรมพนักงานสอบสวน ร่วมกันแถลงข่าว รณรงค์ “ปฏิรูปตำรวจ2567” นำโดยพล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ประธานชมรมพนักงานสอบสวน, พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ, พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ, พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษาชมรมพนักงานสอบสวน, รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล รองอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยา ฯ ม.รังสิต, ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ก่อตั้ง สำนักวิจัยซุปเปอร์โพล และนายยิ่งชีพ อัชฌาสัย ผู้จัดการ ILaw ร่วมแถลง

โดยการแถลงข่าวในวันนี้สืบเนื่องจากพบว่าที่ผ่านมาประชาชนขาดความศรัทธาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตำรวจถือว่าเป็นผู้มีบทบาทในการปฎิบัติตามกฎหมายและทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่กลับถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวว่าขณะนี้องค์กรตำรวจตกต่ำจนถึงจุดต่ำสุด

ทั้งนี้วัตถุประสงค์แรกของการปฏิรูปตำรวจในครั้งนี้เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจโดยต้องกำหนดให้ประธานมาจากการเลือกตั้งของข้าราชการตำรวจเท่านั้น โดยจัดตั้งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กองบัญชาการ (ก.ตร.บช. ) ให้มีขึ้นในกองบัญชาการต่าง ๆ เพื่อกำกับดูแลการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจภายในอำนาจของกองบัญชาการนั้นๆ โดย ก.ตร.บช. ประกอบด้วย
1.ประธาน ก.ตร.บช. มาจากการเลือกตั้ง ของข้าราชการตำรวจในกองบัญชาการนั้นๆ
2.ผบช.เป็น รองประธาน ก.ตร.บช.
3.รอง ผบช.เป็นกรรมการ
4.ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากการเลือกตั้งของข้าราชการตำรวจ 6 คน รวม 14 คน

Advertisement

ปรับปรุงกฎหมายในส่วนของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ ( ก.พ.ค.ตร. ) โดยให้มีการจัดตั้ง สำนักงาน ก.พ.ค.ตร.ขึ้น เพื่อรองรับการทำงานของ ก.พ.ค.ตร. แทนจากเดิมที่ใช้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(สง.ก.ตร.)เป็นหน่วยสนับสนุนการทำงาน เนื่องจาก สง.ก.ตร.มีภารกิจมาก และไม่มีความถนัดเฉพาะทางต่องานในความรับผิดชอบของ ก.พ.ค.ตร. ซึ่งเปรียบเสมือนศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีบุคคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านในเรื่องดังกล่าวมารองรับ สนับสนุนการทำงานของ ก.พ.ค.ตร.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยปรับปรุงกฎหมายในส่วนของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ( ก.ร.ตร.) โดยแก้ไขที่มาและองค์ประกอบของ ก.ร.ตร. ให้มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการพิจารณาคดีวินัย การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน การวินิจฉัยข้อกฎหมาย เพื่อให้ตรงกับภารกิจหน้าที่ของ ก.ร.ตร. และให้มีการจัดตั้งสำนักงาน ก.ร.ตร.ขึ้น โดยไม่ใช้บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรองรับการทำงานของ ก.ร.ตร. แทนจากเดิมที่ใช้สำนักงานจเรตำรวจ เป็นหน่วยสนับสนุนการทำงาน

และฟื้นแท่งงานสอบสวน เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลสายงานสอบสวน ที่ขาดโอกาสในการเจริญก้าวหน้า โดยให้พนักงานสอบสวนมีเส้นทางการเจริญเติบโตได้โดยการประเมิน สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งที่สูงกว่าในสายงานของตัวเองได้ จนถึงระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า ได้มีการทำโพลสำรวจเสียงของตำรวจทั่วประเทศเกี่ยวความรู้สึกของตำรวจ ในระหว่างการดำรงหน้าที่การปฎิบัติราชการตำรวจนั้น ปรากฏว่าร้อยละ 97.8 ตอบว่าจำนวนตำรวจนั้นมีไม่เพียงพอต่อการดูแลประชาชน,ร้อยละ 72.6 ตอบว่ากฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพนักงานสอบสวน, ร้อยละ 60.75%หนี้สินรายได้เพียงพอ,ร้อยละ 65.3%ประชาชนมีอคติต่อตำรวจ,ร้อยละ59% ประชาชนคาดหวังจากตำรวจให้ทำหน้าที่เกิดหน้าที่ของตำรวจ , ร้อยละ 57% เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมร้อยละ 14.8% เรื่องว่าระบบความเป็นธรรมไม่มีอยู่จริง

ชุดข้อมูลต่อมาคือตำรวจส่วนใหญ่ร้อยละ 82.9% มีความเห็นว่ายังรักเเละภูมิใจในการเป็นตำรวจ และชุดข้อมูลต่อมาคือ ความเห็นของตำรวจต่อการปฏิรูปตำรวจ โดยร้อยละ 96.5% คิดเห็นว่าปฏิรูปแล้วให้ตำรวจมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น,ร้อยละ 96.1% คิดเห็นว่า ปลอดแทรกแซงจากการเมือง,ร้อยละ 93.4 เพิ่มตำรวจสายตรวจ ป้องกันปราบปราม ดูแลประชาชนให้ทั่วถึง, ร้อยละ 93.3 % คิดเห็นว่าตปฏิรูปแล้วต้องคืนตำรวจให้ประชาชนไม่เอาตำรวจไปเดินตามนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล,ร้อยละ92.6% คิดเห็นว่า ให้ตำรวจได้เติบโต เชี่ยวชาญในสายงานของตนเอง ห้ามมีการสไลด์ข้ามเส้นงาน , ร้อยละ90.5% คิดเห็นว่า ควรจะมีการแก้ไขคัดเลือกตำรวจให้มีทัศนคติที่ดีต่อชาติบ้านเมืองเเละประชาชน,ร้อยละ80.9% คิดเห็นว่า หากปฏิรูปตำรวจแล้วอยากให้คืนศักดิ์ศรีของตำรวจให้กับตำรวจและ ที่น่าสนคือร้อยละ 99.9% ซึ่งมาจากการเสนอเเนะของผู้เข้าร่วมทำโพลตอบว่า ความเป็นธรรมในเรื่องของสวัสดีการ

ต่อมา พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่า ขณะนี้คงทราบกันดีแล้วว่าสถานการณ์ภาพลักษณ์องค์กรตำรวจตกต่ำถึงขีดสุดจึงทำให้ประชาชนถึง 93% และเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง เกิดวิกฤติศรัทธาและต้องการที่จะปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยสมาคมตำรวจได้ร่วมมือกับชมรมพนักงานสอบสวน สมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยจะมีกรอบการเรียกร้องอยู่ 4 หัวข้อ คือ โดยได้ 1.ประชาชนจะได้อะไร 2.พฤติกรรมตำรวจที่ไม่เหมาะสม 3. ความขาดแคลนของตำรวจต้องได้รับการแก้ไข 4.แก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติพ.ศ. 2565

ซึ่ง ในเรื่องของความขาดแคลนกำลังพลของแต่ละสถานีตำรวจ ที่ต้องได้รับการแก้ไขนั้น ให้แต่ละพื้นที่มีกำลังเพียงพอรวมถึงในเรื่องของ เครื่องมือ เบี้ยเลี้ยง สวัสดิการหรือแม้แต่ขวัญกำลังใจหลายหลายโรงพักกำลังขาดแคลน ก็จะต้องได้รับการแก้ไขเช่นเดียวกัน ร่วมถึงเรื่องค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับสาธารณูปโภค ค่าน้ำ,ค่าไฟหรือค่าน้ำมันก็ไปตัดมาจากเบี้ยเลี้ยงของข้าราชการตำรวจ และโดยเฉพาะการเเต่งตั้งหัวหน้าสถานีตำรวจ ต้องเเต่งตั้งจากผลงานเเละความสามารถไม่ใช่การฝากฝัง

ด้าน รศ.ดร.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์ กล่าวถึงการประเมินหลักนิติธรรมของประเทศไทย โดยในปี พ.ศ 2566 ที่ผ่านมาคะแนนดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมของประเทศไทยได้คะแนน 0.49 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1 ซึ่งได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและมีคะแนนลดลงมาอย่างน้อย 5 ปีต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อคะแนนดัชนีดังกล่าวไม่ดีการคอรัปชั่นก็จะไม่ดีตามไปด้วย

รศ.ดร.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์ ยังกล่าวถึงการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานก.ตร. มีอำนาจในการเสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นการสะท้อน ถึงความเชื่อมโยงการเมืองกับตำรวจ ซึ่งองค์กรตำรวจยังอยู่กับการเมืองตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ 2475 มาจนถึงยุคปัจจุบัน ฉะนัั้นตนและประชาชนรวมทั้งข้าราชการตำรวจอยากเห็น พรรคการเมืองใดก็ตามประกาศมาว่าจะทำให้ตำรวจดีขึ้นไม่ใช่เพื่อการเมืองแต่เพื่อคนในประเทศนี้เพื่ออาชญากรรมที่ลดลง

พล.ต.อ.ศักดา กล่าวว่า โดยภาพรวมของตำรวจนั้นส่วนใหญ่คนจะไปมองไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่ความจริงนั้นมัน ภาพรวมตำรวจหมายถึงตำรวจทั่วประเทศโดยสิ่งที่ตนจะพูดนั้นหมายถึงการให้ความสำคัญกับสถานีตำรวจทั่วประเทศโดย ในการปฏิรูปหลายๆครั้งของรัฐบาลปรากฏว่าสถานีตำรวจต่างๆโดยเฉพาะสถานีตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลนั้น ก็ยังได้รับการดูแลที่น้อยเกินไป เราให้ความสำคัญเฉพาะสำหรับการตำรวจแห่งชาติ ฉะนั้นการปฏิรูปนี้ที่ผ่านมาจะได้มาได้เพียงแค่ตำแหน่งเพิ่มเพื่อสนองนโยบายในการร้องขอตำแหน่งให้กับทุกสายให้มีความสุขมีตำแหน่งแจกจ่ายกันทั่วถึงมีการเจริญเติบโตและมีการสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมา ตนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้หลงลืมดูแลการปฏิบัติงานและดูแลมิตรภาพของพรรคที่หลงลืมไปนั้นก็แสดงว่าให้มาสนใจในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น

ด้าน พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จตำรวจต้องมีการเปลี่ยนแปลงก่อนเมื่อประชาชนมีความต้องการที่เปลี่ยนไป ตำรวจต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับสังคม และปัญหาที่เกิดขึ้นที่ต้องมีการปฏิรูปตำรวจ คือ 1. เรื่องโครงสร้างการบริหารส่วนรวมอำนาจมีการเมืองแทรกแซง การสอบสวนไม่พัฒนา 2. การบริหารงานบุคคลหัวใจคือต้องพัฒนาตำรวจ ที่ผ่านมามีการละเลยเรื่องคุณธรรมซื้อขายตำแหน่ง มี เงินที่มาที่ทุจริต3. การมีส่วนร่วมของประชาชนและกลไกในการตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ

พล.ต.อ.เอก กล่าวอีกว่า กรอบการเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ ต้องมองว่าประชาชนได้อะไร,พฤติการณ์ของตำรวจไม่เหมาะสม,แก้ไขความขาดแคลนและการแก้ไขกฎหมาย ทั้งนี้การปฏิรูปเพื่อให้การบริหารบุคคลเป็นไปตามระบบคุณธรรมมีความธรรมาภิบาลต้องมีการปรับโครงสร้าง ก.ตร. ประธานมาจากการเลือกตั้ง ,สัดส่วน ก.ตร.โดยตำแหน่งกับการเลือกตั้งเท่ากัน และ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกตั้งของ ก.ตร.

ขณะที่นายยิ่งชีพ กล่าวว่ากระแสที่ประชาชนเรียกร้องอยากให้ปฏิรูปตำรวจมีมานานแล้ว ตนเห็นด้วย กับ รศ.ดร.พ.ต.ท.กฤษณะพงษ์ แบบแผนตำรวจที่ เป็นแบบปัจจุบันใครเข้าสู่อำนาจทางการเมืองตำรวจก็พร้อมจะทำงานให้ และเมื่อตำรวจทำงานให้เพื่อการรักษาอำนาจทางการเมือง อาทิ การปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม การดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามไม่ดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ที่มีอำนาจในการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเร่งที่จะต้องปฏิรูปการตำรวจ เพราะได้ประโยชน์ ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเข้าชื่อเสนอหากต้องการจะแก้ไขพระราชบัญญัติ เพียงแค่ 10,000 รายชื่อลงชื่อร่วมกัน ยุคนี้ตนต้องบอกว่าเป็นยุคทองของการลงชื่อให้ประชาชนสามารถเข้าร่วม เสนอแก้ไขกฎหมายได้ ลงชื่อทางออนไลน์ก็ได้แต่นอกเหนือการตอบรับจากประชาชนตนก็อยากเห็นภาพจากตำรวจหรืออดีตตำรวจที่ชูธงการปฏิรูปองค์กรภายใน 10,000 รายชื่อ

ตนเชื่อว่าพลังจากภายในของตำรวจเอง รัฐบาลปฏิเสธได้ไม่ยาก ถ้าทุกท่านลงมือช่วยกันจริงก็น่าจะเป็นจริงได้ ฉะนั้นหวังว่ากระบวนการนี้ จะเห็นว่าขับเคลื่อนในรัฐบาลชุดนี้ ถ้ารัฐบาลตอบรับหรือไม่ตอบรับ เราก็สามารถผลักดันในกระบวนการรัฐธรรมนูญและสมาชิกวุฒิสภาในอนาคตได้ และหวังว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปนอกจากการปฏิรูปกองทัพ,การศึกษาและการปฏิรูปตำรวจน่าจะเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองใช้ในการหาเสียงได้

ในตอนท้ายของการแถลงข่าวพล.ต.อ.วินัย กล่าวสรุปว่า วันนี้ต้องการเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจ ต้องปฏิรูปพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นต้องเข้มงวดกวดขัน และสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนไปแล้วว่าประชาชนต้องการหรือไม่ต้องการอะไรบ้าง

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในสถานีต้องเป็นsmart police ทั้งร่างกายและจิตใจเห็นทุกข์สุขพี่น้องประชาชนเหมือนทุกข์สุขของตัวเองมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อน สิ่งที่เราเรียกร้องคือให้เพียงพอต่อให้ตำรวจทำงาน ไม่ได้เรียกร้องให้มากเกินไป

พล.ต.อ.เอก กล่าวเสริมว่า ตราบใดที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ทั้งที่ท่านยืนอยู่ 2 ขา คือเป็น ผู้บังคับบัญชาของฝั่งการเมืองด้วยก็จะมีการครอบงำของการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อถามว่าประเด็นพนักงานสอบสวนที่จะมีการปรับปรุงเรื่องการเติบโตทางหน้าที่ จากการปฏิรูปครั้งนี้จะจัดการผู้ที่เคยล้มล้างระบอบที่มีมาอยู่ก่อนนี้อย่างไร จะต้องมีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง พล.ต.อ.วินัย ปัดตอบในคำถามดังกล่าวพร้อมระบุว่าขอให้เรื่องนี้เป็นการพูดคุยกันนอกรอบการแถลง ขณะที่พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้แก้ไขเรื่องนี้

เมื่อถามว่าการปฏิรูปตำรวจในครั้งนี้จะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาคอรัปชั่นในองค์กรหรือไม่ พล.ต.อ.วินัยระบุว่า ตนพูดตั้งแต่แรกแล้วว่า เราต้องมีศรัทธาว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น เมื่อถามย้ำว่าท่านยอมรับหรือไม่ว่าในองค์กรตำรวจมีการคอรัปชั่น ด้านผศ.ดร. นพดล กล่าวว่า ทุกองค์กรมีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่น แต่องค์กรตำรวจ เป็นองค์กรที่ถูกเพ่งเล็งเพราะทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

รศ.ดร.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์ กล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายอย่างนายกรัฐมนตรีวันนี้ทราบข้อมูลแล้วว่าตำรวจทำงานบนพื้นฐานความขาดแคลนขอให้นายกฯได้สำรวจไว้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดขาดแคลนอะไรบ้าง การที่ตำรวจทำงานบนพื้นฐานความขาดแคลน