บิ๊กโจ๊กถอนฟ้อง ‘น.1-พวก’ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-ขอหมายจับโดยไม่มีอำนาจ

17.05.24 | 14:15 น.

‘บิ๊กโจ๊ก’ถอนฟ้อง’บิ๊กเจ้า’ กับพวกปฏิบัติหน้าที่มิชอบดำเนินคดี-ขอหมายจับโดยไม่มีอำนาจ หลังก่อนหน้านี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯยกฟ้องกราวรูดคดีฟ้องชุดจับกุม อ้างเหตุถอนฟ้องเพราะร้องปปช.ไว้แล้ว


เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่งในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในคดีหมายเลขดำ อท.60/2567 ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กับพวก รวม 30 คน ในฐานความผิดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ

คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลและเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2-27 เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งที่ 58/2567 ลงวันที่ 1 ก.พ.2567 โดยจำเลยที่ 2-28 ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้า รองหัวหน้า พนักงานสืบสวน และพนักงานสอบสวน

ซึ่งข้อเท็จจริงแห่งคดีอาญาที่ 724 (คดีเว็บมินนี่มีเส้นการเงินของบัญชีทั้งสามชื่อ ได้แก่ น.ส.เบญจมิน แสงจันทร์ (เป็นพยานในคดีเว็บมินนี่) นายสมพงษ์ ชิตวิลัย (เป็นพยานในคดี) และนายพุฒิพงษ์ พูนศรี (เป็นผู้ต้องหาในคดีเว็บมินนี่) ต่อมาคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งสำนวนในคดีอาญาเลขที่ 724/2566 ของกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กรณีการกล่าวหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 กับพวก ในข้อหาเรียกรับผลประโยชน์จากเว็บไซต์การพนันออนไลน์ กระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 61

Advertisement

ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องกล่าวหาอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ ป.ป.ช. แต่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ดำรงตำแหน่งสูง และยังไม่เข้าข่ายความผิดร้ายแรง จึงมีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวคืนคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ แล้วรายงานผลให้ ป.ป.ช.ต่อไป และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ทำการสอบสวนและได้สรุปสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริตสำนักงานอัยการสูงสุด แล้วต่อมาในระหว่างที่มีการดำเนินคดีอาญาที่ 724/2566 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้มอบหมายให้จำเลยที่ 29 และ 30 ผู้กล่าวหา มาร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 16 ที่ สน.เตาปูน มีการกล่าวหา พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ, น.ส.เบญจมิน แสงจันทร์, นายพุฒิพงษ์ พูนศรี และ น.ส.พิมพ์วิไล ปล้องอ่อน กับพวก รวม 7 คน ในความผิดฐาน “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันนั้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 29 และจำเลยที่ 30 ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อจำเลยที่ 16 โดยนำข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งที่อยู่ในคดีอาญาที่ 724/2566 หรือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบสวนสวนสวนขยายผลในคดีอาญาที่ 724/2566 ของกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทดโนโลยีอันเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป และเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างกัน และยังเป็นความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน โดยปรากฏว่าความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดยผู้กระทำผิดคนเดียวกัน หรือผู้กระทำผิดหลายคนเกี่ยวพันกันในการกระทำความผิดฐานหนึ่งหรือหลายฐาน จะเป็นตัวการผู้สมรู้ร่วมคิดก็ตาม

มาดำเนินคดีเป็นคดีขึ้นใหม่กับโจทก์ จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกกล่าวหาในหลายท้องที่ และเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ส่งสำนวนนี้ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 61

ต่อมา วันที่ 27 ธ.ค.2566 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ส่งสำนวนในกรณีกล่าวหาโจทก์กับพวก รวม 5 คน ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดฯ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน

วันที่ 2 ก.พ.2567 หัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้มีหนังสือถึง ป.ป.ช.เพื่อขอทราบมติของ ป.ป.ช.เกี่ยวกับเรื่องที่มีการกล่าวหาโจทก์กับพวก รวม 5 คน โดยคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเห็นว่าคดีที่ร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์กับพวก รวม 5 คน เกี่ยวข้องเป็นเรื่องเดียวกันกับสำนวนการสอบสวนคดีเดิม (พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย กับพวก) โดยมีผู้ต้องหาเพิ่มเติมบางคนเป็นถึงข้าราชการตำรวจชั้นใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถือได้ว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้ต้องหาบางคน รวมถึงช่วยเหลือ สนับสนุน เจ้าของเว็บไซต์การพนันให้สามารถเปิดเว็บไซต์ จึงเป็นการร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันฯ, เป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดฯ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกล่าวหา ดังนั้น สำนวนการสอบสวนที่ ป.ป.ช.ส่งคืนให้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงเป็นเรื่องเดียวกันกับสำนวนการสอบสวนที่กล่าวหาโจทก์กับพวก รวม 5 คน ว่าการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเพิ่มเติม เพราะเป็นการดำเนินการกับตัวการใช้ ผู้สนับสนุน และเป็นคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวข้องกันและความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน โดยขอรับสำนวนการสอบสวนคืนจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อมาทำการสืบสวนสอบสวน

วันที่ 4 มี.ค.2567 ป.ป.ช.ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 26/2567 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญฯ มาตรา 234 (2) ได้กำหนดให้ ป.ป.ช.มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ป.ป.ช.จึงมีมติเสียงข้างมากรับเรื่องกล่าวหาโจทก์กับพวก รวม 5 นาย กรณีเรียกรับผลประโยชน์จากเว็บไชต์การพนันออนไลน์ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งสูงกว่าอำนวยการระดับสูงและเทียบเท่า และพฤติการณ์มีการได้รับผลประโยชน์เป็นเงินจำนวนมาก อีกทั้งเป็นคดีที่สำคัญอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปอันเข้าลักษณะเป็นความผิดร้ายแรงหรือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ประกอบกับสำนวนการสอบสวนคดี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย กับพวก เป็นคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวข้องเป็นเรื่องเดียวกัน จึงให้เรียกสำนวนการสอบสวนเรื่องกล่าวหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ กับพวก และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดคืนมาเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

การกระทำของจำเลยที่ 1 ในการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนรับผิดชอบคดีอาญาที่ 391/2566 ของ สน.เตาปูน โดยมีจำเลยที่ 2-28 เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญาที่ 724/2566 และเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบสวนสอบสวนขยายผลในคดีอาญาที่ 724/2566 ของกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ

ที่พนักงานสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงรวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วส่งให้คณะ ป.ป.ช.ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงไม่มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน รวมตลอดถึงการขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.คริษฐ์ กับพวก 7 คน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องเดียวกันกับธุรกรรมการโอนเงินในคดีอาญาที่ 724/2566 โดยในคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ของจำเลยที่ 17 ผู้ร้อง ได้กล่าวถึงบัญชีธนาคารของ น.ส.พิมพ์วิไล ปล้องอ่อน ผู้ต้องหาในคดีที่ 391/2566 ไว้ในคำร้องแล้ว

แสดงให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบัญชีธนาคารของ น.ส.พิมพ์วิไล ที่จำเลยที่ 29 และจำเลยที่ 30 นำมาแจ้งข้อกล่าวหาและรับเป็นคดีใหม่ที่ สน.เตาปูนนั้น เป็นข้อเท็จจริงเดิมในคดีอาญาที่ 724/2566 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีมติเรียกสำนวนไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว จึงเป็นกรณีแสดงให้เห็นแล้วว่าจำเลยทั้งสามสิบคนร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้ถูกกล่าวหาในหลายท้องที่ และเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ส่งสำนวนนี้ไปยัง ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน และส่งผลให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ถูกออกหมายจับถูกจับกุม และถูกแจ้งข้อกล่าวหาจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิ และเสรีภาพ

ต่อมาโจทก์ทราบว่าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 593/2566 ซึ่งรับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 724/2566 โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน มีการนำข้อเท็จจริงจากการทำธุรกรรมการเงินและพยานหลักฐานเดิมที่มีการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ในคดีอาญาที่ 724/2566 ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นคดีใหม่ที่ สน.เตาปูน เป็นคดีอาญา 391/2566 ว่ากระทำความผิดฐาน “ฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”

โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยมีหน้าที่รับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจึงย่อมต้องทราบข้อเท็จจริงมาตลอดว่าธุรกรรมการเงินและพยานหลักฐานที่มีการแจ้งข้อกล่าวในคดีอาญาที่ 391/2566 เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องเดียวกันกับธุรกรรมการโอนเงินในคดีอาญาที่ 729/2566

การที่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนซึ่งรับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 729/2566 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ กับพวก ที่ สน.เตาปูน ในคดีอาญาที่ 391/2566 จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะ ป.ป.ช.ได้มีมติที่จะรับคดีดังกล่าวไว้พิจารณา

อีกทั้ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กำหนดว่าคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 และมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ที่เป็นคดีอาญาอื่นที่มีมูลน่าเชื่อว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่มีมูลค่าตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไป การที่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหา พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ กับพวก ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินฯ และปรากฏยอดเงินจำนวนสี่ร้อยล้านบาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ดังนั้น คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ 58/2567 จึงไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวน การสืบสวนสอบสวนที่ผ่านมาจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 12 มี.ค.2567 จำเลยที่ 2, 4-28 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาออกหมายจับโจทก์กับพวก โดยกล่าวหาว่าสมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนในความผิดดังกล่าว ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันกับสำนวนการสอบสวนเดิมคือสำนวน 724/2566 ซึ่งเคยกล่าวหาโจทก์ไว้ว่าเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้ต้องหาบางคน ร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุนเจ้าของเว็บไซต์การพนันอันมีลักษณะการร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันอันเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยคณะพนักงานสอบสวนในคำสั่งที่ 593/2566 ซึ่งรับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 729/2566 ได้เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อโจทก์เพียงข้อหาสมคบกัน โดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้สมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน

โดยไม่มีข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เพราะข้อหาดังกล่าวหากมีการกล่าวหาสำนวนการสอบสวนก็จะอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามสิบคน พยายามเบี่ยงเบนสำนวนการสอบสวนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง ป.ป.ช.และเพื่อเป็นการใช้อำนาจในการสอบสวนดำเนินคดีกับโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม และไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

การกระทำของจำเลยทั้งสามสิบคนจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มาตรา 171 และมาตรา 172 เหตุเกิดที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน และศาลอาญา

โดยภายหลังยื่นฟ้องศาลมีกำหนดนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในชั้นตรวจคำฟ้องในวันที่ 27 พ.ค.2567

แต่เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยให้เหตุทำนองว่า เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช.ขอให้ดำเนินการไต่สวนกับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนไว้แล้วจึงขอถอนฟ้อง

โดยศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ถอนฟ้องได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ชุดตำรวจที่ไปพัวพันคดีเว็บการพนันและถูกจับกุมซึ่งเป็นลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องชุดพนักงานสอบสวนและชุดจับกุมหลายคดีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องมาโดยตลอด