ศาลสืบคดีครูแพะต่อวันที่ 2 เบิก 3 พยานผู้ร้องขึ้นให้การ ต่อด้วย 3 พยานฝ่ายอัยการ

9.02.17 | 18:45 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เมื่อเวลา 09.09 น. ที่ศาลจังหวัดนครพนม นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาสงเคราะห์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ที่ถูกกล่าวหาว่าขับรถยนต์ชนคนตาย หลังต้องโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ร้องขอความเป็นธรรมในคดีดังกล่าว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งรื้อคดีใหม่ มีการนัดสืบพยานในวันที่ 8-10 ก.พ. ซึ่งนัดสืบพยานผ่านไปแล้ว 1 วัน โดยมีการนัดสืบพยานฝ่ายผู้ร้องจำนวน 9 ปาก แต่เพิ่งสืบไปได้เพียง 6 ปาก จึงนัดสืบพยานฝ่ายผู้ร้องต่อในวันต่อมาคือวันนี้ โดยนางจอมทรัพย์ได้เดินทางมาพร้อมนายพงศา ราตรี ทนายความฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งครูจอมทรัพย์กล่าวสั้นๆ ว่า “ขอให้เป็นหน้าที่ของทนายให้ต่อสู้คดีในครั้งนี้” ก่อนที่จะเดินขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดี 3 ชั้น 2 ศาลจังหวัดนครพนม เพื่อให้กำลังใจพยานที่เหลืออีก 3 ปากในช่วงเช้า

โดยในช่วงเช้า เป็นการสืบพยานของนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ วัย 61 ปี และนางทองเรศ วงศ์ศรีชา อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นพยานเห็นเหตุการณ์รถชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิตที่บ้านสร้างเม็ก ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม ส่วนนายทักษิณ ไขสีดา เจ้าของรั้ว ที่ผู้ร้องอ้างว่ารถคันดังกล่าวขับครูดชนก่อนเกิดเหตุชนคนตาย ซึ่งทั้ง 3 รายเป็นพยานฝ่ายผู้ร้องที่เหลืออีก 3 ปาก โดยนางทัศนีย์ได้ขึ้นเบิกความต่อศาลเป็นคนแรก ทนายฝ่ายผู้ร้องเป็นผู้ซักถาม จากนั้นนางทัศนีย์เล่าว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2548 ได้ไปทำบุญงานแจกข้าวที่บ้านสร้างเม็ก ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร มีนางทองเรศ วงศ์ศรีชา เพื่อนบ้านนั่งซ้อนท้าย อยู่ร่วมงานจนถึงเวลา 19.30 น. จึงพากันกลับบ้านที่ ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม ออกมาได้ 20 เมตร มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งแซงแล้วไปชนกับชายที่ปั่นรถจักรยานสวนทางมา ในลักษณะเซเข้ามาในเลน

“สักพักมีชายเปิดประตูรถเดินลงมานั่งยองๆ ดูศพแล้วเดินขึ้นรถขับหนีออกไป โดยอ้างว่าจอดรถมอเตอร์ไซค์ห่างจากท้ายรถกระบะประมาณ 10 เมตร เห็นป้ายทะเบียนรถเป็นอักษร บ.ชัดเจน แต่อักษรตัวที่ 2 มองเห็นไม่ชัด ส่วนตัวเลข 56 นั้นเห็นชัดเจนที่สุด  ส่วนหมวดจังหวัดนั้นมองไม่เห็น เหตุที่จำตัวเลขได้แม่นยำ นางทัศนีย์อ้างด้วยว่าจะเอาไปซื้อหวย ด้วยความกลัว พวกตนไม่กล้าลงจากรถไปดูศพคนตาย จึงพากันกลับบ้าน รุ่งเช้าวันใหม่ได้เล่าให้คนในหมู่บ้านฟังถึงเหตุการณ์ที่ตน 2 คนประสบเหตุมา” นางทัศนีย์กล่าวให้การ

นางทัศนีย์ให้การต่ออีกว่า ต่อมามีลูกชายของนายเหลือผู้ตายมาหาที่บ้าน ถามว่าตนเห็นรถที่ชนหรือเปล่า จึงตอบไปว่าเห็น เขาขอร้องให้ไปให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เรณูนคร จึงเดินทางไปหาพนักงานสอบสวนคือ ร.ต.อ.ทงศักดิ์ โพธิ์เหน่ง (ยศในขณะนั้น) และได้ให้ปากคำตามที่เห็นมา แต่ไม่ได้ซักถามตนว่าคนขับเป็นหญิงหรือชาย หลังสอบเสร็จตนไม่ได้อ่านเนื้อหา พนักงานสอบสวนเป็นผู้อ่านให้ฟัง ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างเพราะหูสองข้างไม่ดี โดยมีหลักฐานเป็นบัตรผู้พิการทางหู ออกให้เมื่อปี 2555

“ต่อมาในปี 2549 ดิฉันได้ไปเบิกความที่ศาลจังหวัดนครพนม เห็นจำเลยกลายเป็นผู้หญิง ก็รู้สึกตกใจ เพราะผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชาย จึงคิดในใจว่าเขาเป็นสามี-ภรรยากัน ถึงออกมารับโทษแทนกัน ในชั้นศาลได้บอกว่าคนขับนั้นเป็นผู้ชาย” นางทัศนีย์กล่าวให้การต่อ

Advertisement

หลังทนายฝ่ายผู้ร้องซักเสร็จ อัยการผู้คัดค้านได้ลุกขึ้นซักต่อ ด้วยการนำเอกสารที่นางทัศนีย์เคยให้ปากคำในชั้นพนักงานสอบสวนและในชั้นศาลขึ้นมาเผย ไล่เรียงตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนว่า วันที่ 13 มีนาคม 2548 หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน นางทัศนีย์ไปให้ปากคำที่ สภ.เรณูนคร มีการระบุยืนยันว่ารถยนต์คันที่ก่อเหตุยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บค 56 สกลนคร คำถามนี้นางทัศนีย์อ้างว่าจำไม่ได้  ต่อมาในคำให้การไม่ได้ระบุว่าพยานไปกับนางทองเรศ และอัยการอ้างถึงคำสอบสวนที่พนักงานสอบสวนถามว่าเห็นคนขับหรือเปล่า นางทัศนีย์กลับตอบว่าไม่เห็น ซึ่งในคำถามนี้ นางทัศนีย์ค้านว่าไม่เคยปรากฏคำถามดังกล่าวในชั้นพนักงานสอบสวน

ระหว่างนั้นศาลได้เตือนพยานฝ่ายผู้ร้อง ต้องให้การตามความเป็นจริง มิฉะนั้นอาจจะมีความผิดฐานให้การเท็จ จึงสั่งให้อัยการซักถามต่อได้ โดยอัยการกล่าวถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2549 นางทัศนีย์ไปเบิกคำต่อศาลจังหวัดนครพนม ในคดีดำหมายเลข 977/2548 และยืนยันว่ารถยนต์คันก่อเหตุทะเบียน บค 56 สกลนคร เพราะส่องไฟเห็นท้ายรถกระบะที่ห่างกันเพียง 5 เมตรเท่านั้น พร้อมกันนี้นางทัศนีย์ได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้เป็นหลักฐาน แต่นางทัศนีย์อ้างไม่ได้อ่านบันทึกดังกล่าว

แต่พนักงานอัยการซักค้านว่า ตลอดเวลานางทัศนีย์ให้ปากคำชั้นพนักงานสอบสวนและในชั้นศาลนั้นไม่เคยกล่าวถึงนางทองเรศ เพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์แม้แต่ครั้งเดียว เพิ่งจะปรากฏชื่อนางทองเรศในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 หรือหลังจากเกิดเหตุผ่านไปแล้วเกือบ 10 ปี โดยนางทัศนีย์เดินทางไปยัง สภ.นาโดน อ.เรณูนคร บันทึกปากคำโดย พ.ต.ต.อดิศักดิ์ ชมศรีหาราช พนักงานสอบสวน ว่าวันเกิดเหตุมีนางทองเรศ หรือแอ๋ว วงศ์ศรีชา เป็นผู้นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ และเพิ่มรายละเอียดอีกว่าชายคนขับรถกระบะเป็นชายร่างสูงใหญ่ ใส่เสื้อสีทึบ

นางทัศนีย์ได้แย้งว่า ไม่มีใครถามจึงไม่ได้ตอบ ส่วนทะเบียนรถนั้นจำได้แค่เพียงตัวเลข 56 หมวดจังหวัดนั้นจำไม่ได้ มีหลักฐานเป็นบันทึกประจำวันของ สภ.นาโดน ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 นางทัศนีย์เดินทางไปให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่ ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม มี พ.ต.ท.อภิมุข ศักดิ์ธนา เป็นผู้จดบันทึกว่า เห็นป้ายทะเบียนรถแค่เลข 56 เท่านั้น ส่วนคนขับยืนยันเป็นชาย ซึ่งอ้างว่าเป็นความจริง แต่ในชั้นพนักงานสอบสวนกับชั้นศาลที่ไม่ได้พูดเพราะไม่มีผู้ใดถาม

พนักงานอัยการระบุว่า วันที่ 23 กันยายน 2558 นางทัศนีย์ยังไปให้การในคดีรื้อฟื้นนี้ โดยในรายละเอียดมีชื่อนางทองเรศปรากฏอยู่ แต่คำให้การที่เพิ่มมาคือคนขับรถยนต์คันก่อเหตุเหมือนนายสับ วาปี

จากนั้นพนักงานอัยการได้ขออนุญาตศาลนำคลิปวิดีโอที่นางทัศนีย์เปิดเผยแก่สื่อมวลชนมาเปิดจำนวน 2 คลิป ถามถึงรถยนต์ที่ขับชนคนตายนั้นท้ายกระบะมีหลังคา ซึ่งนางทัศนีย์ยืนยันว่าจริง พนักงานอัยการซักค้านถามนางทัศนีย์ว่ารู้จักกับนายสับ วาปี ร.ต.อ.ชัยบัญชา วังคะฮาด และ พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ สัมฤทธิ์สกุลชัย หรือไม่ นางทัศนีย์ตอบว่าไม่รู้จัก รวมเวลาการซักถามเฉพาะนางทัศนีย์กว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะสืบพยานฝ่ายผู้ร้องที่เหลืออีก 2 ปากคือนางทองเรศและนายทักษิณในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยใช้เวลาสืบพยานรวมกันทั้ง 3 ปากนาน 5 ชั่วโมง ก่อนที่พยานทั้งหมดจะเดินลงจากศาล

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

นางทัศนีย์ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าครูจอมทรัพย์ชนะคดีรื้อฟื้นใหม่ก็ดีใจที่ได้ช่วยคนไม่ผิด ตนเบิกความกับศาลเน้นย้ำว่าเห็นคนขับรถชนเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง ยืนยันว่ารถลักษณะที่ชนมีหลังคาแครี่บอย ตัวอักษรเป็น บ.ใบไม้ ตัวเลข 56 หมวดทะเบียนจำไม่ชัด ได้ช่วยครูจอมทรัพย์ไปแล้วก็ต้องช่วยอีกเพื่อให้มันจบๆ ไป

ด้านนางทองเรศกล่าวว่า เห็นคนขับรถชนนายเหลือตายลักษณะเป็นผู้ชาย มีรูปร่างสูงประมาณ 170 ซม. ห่างจากจุดที่ชนประมาณ 9-10 เมตร

ต่อมาเวลา 14.30 น. เป็นการสืบพยานฝ่ายผู้คัดค้าน โดยมีบัญชีพยานเป็นตำรวจ 4 นาย และพลเรือนอีก 10 นาย รวมทั้งวัตถุพยานอื่นๆ รวมทั้งหมด 42 ราย โดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เรณูนคร เปิดเผยก่อนขึ้นศาลว่า วันนี้ฝั่งพนักงานอัยการจะเบิกพยาน 3 ปาก เป็นกลุ่มคนที่อ้างว่าซื้อรถยนต์โตโยต้า ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ต่อจากนายสับ วาปี นายเสริฐ รูปสะอาด บุคคลที่อ้างว่าเคยถูกชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการรับจ้างรับผิดแทนครูจอมทรัพย์ให้เป็นคนขับรถชนคนตาย และนายอุบล ไชยบัน บุคคลที่อ้างว่าซื้อรถมาจากนายลัน โพนแก้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านนันทวัน หมู่ 6 ต.กุดแข้ จ.มุกดาหาร ซึ่งทั้ง 2 คนนี้ก็จะขึ้นให้การในฐานะพยานฝั่งอัยการ

ส่วนวันพรุ่งนี้อัยการจะเบิกพยานสำคัญ มีพนักงานสอบสวนชุดเดิมที่เคยทำคดีและหลักฐานสำคัญ เช่น การจดทะเบียนรถยนต์ บค 56 มุกดาหาร ใบบันทึกข้อความการรายงานความคืบหน้าข้อเท็จจริงชุดสืบสวนเดิม เป็นต้น ซึ่งทางฝั่งพนักงานอัยการจะยื่นพยานหลักฐานไปทั้งหมด 42 รายการ