มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 และ มติ ครม.เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 ที่ระบุว่ายังมีบุคคลไร้สถานะและสิทธิอีก 2 กลุ่มที่ตกหล่นยังไม่ได้สิทธิสถานะ และไม่ได้สิทธิด้านสุขภาพ อันประกอบด้วย 1.เด็กนักเรียนรหัสจี (G) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษาฟรี แต่ไม่ได้รับสิทธิสถานะ โดยกลุ่มนี้ยังมีปัญหาไม่สามารถพิสูจน์สถานะได้ เพราะขาดหลักฐานที่ชัดเจนในการระบุตัวตน จำนวน 67,433 คน และ ครม.ได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตรวจสอบข้อมูลเพื่อยืนยันความถูกต้อง 2.กลุ่มบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยมานาน แต่ยังไม่มีสัญชาติไทย หรือที่เรียกว่า “คนจีนโพ้นทะเล” รวม 38,267 คน แม้จะมีความคืบหน้า โดย สธ.นำเสนอเข้า ครม.เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ
สำหรับความคืบหน้าในเรื่องนี้นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ (พชช.) และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ได้จัดเวทีเสวนาสถานการณ์และนโยบายสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขสำหรับ “เด็กจี” ที่โรงแรมฮอลิเดย์การ์เด้น จ.เชียงใหม่
ในเวทีนี้ นายวิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เด็กกลุ่มจีจนปัจจุบันก็ยังไม่ชัดเจนว่าตัวเลขมีจำนวนเท่าใด และสรุปแล้วเด็กเหล่านี้จะได้รับบริการสิทธิสุขภาพหรือไม่ ทั้งๆ ที่ได้รับสิทธิการศึกษาฟรี อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาไม่ได้รับสถานะสิทธิ ทำให้มีปัญหาเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งก่อปัญหามากมาย แต่หากรัฐบาลอนุมัติสิทธิให้จะสามารถแก้ไขปัญหาหรือแบ่งเบาภาระหนี้สินให้แก่โรงพยาบาลที่ต้องให้บริการแก่คนกลุ่มนี้ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสิทธิบัตรทอง ขณะเดียวกันยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดตามชายแดน
พญ.ภาวนา อังคสิทธิ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนจาก สธ.นำเสนอว่า ที่ผ่านมาได้พยายามนำข้อเสนอนโยบายเพิ่มกลุ่มที่มีปัญหาสถานะและสิทธิเข้าสู่กองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับเด็กจีเสนอต่อ ครม. 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 และเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจาก ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นว่า ข้อมูลผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิที่เคยได้รับสิทธิตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเหลือจำนวนเท่าใด และข้อมูลเด็กจีไม่มีความชัดเจน อาจไปซ้ำซ้อนกับกลุ่มที่ได้สิทธิไปแล้ว
ประเด็นนี้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี พิจารณาและมีคำสั่งให้ สธ.หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมช. มท. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงบประมาณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1.จัดทำข้อมูลว่าบุคคลที่มีปัญหาสถานะที่ได้รับการให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขในช่วงที่ผ่านมามีจำนวนเท่าใดที่พ้นจากสถานะดังกล่าว และแบ่งเป็นกลุ่มใดบ้าง
2.พิจารณาความเป็นไปได้ในการกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่บุคคลมีปัญหาสถานะแต่ละกลุ่มควรจะได้ โดยให้มีสัดส่วนตามความเหมาะสมและเท่าที่จำเป็นตามหลักสิทธิมนุษยชน
3.พิจารณากำหนดกรอบวงเงินงบประมาณที่เหมาะสมสำหรับรองรับดำเนินการให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะในภาพรวมว่าควรมีกรอบวงเงินเท่าใด รวมถึงพิจารณาแหล่งงบประมาณอื่นสำหรับการดำเนินการในเรื่องนี้
ล่าสุด นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เรื่องผลการคัดกรองข้อมูลเด็กแล้วเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ซึ่งข้อมูลที่ได้รับยังไม่ได้มีการแยกแยะเด็กที่มีปัญหาสถานะและสิทธิกับกลุ่มที่มีสิทธิซ้ำซ้อน หรือบุตรของแรงงานต่างด้าวจดทะเบียน จึงยังไม่สามารถเสนอข้อมูลให้ ครม.พิจารณาและอนุมัติได้ และกำลังเตรียมทำหนังสือถึงปลัด ศธ.เพื่อให้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของข้อมูลเด็กจีอีกครั้ง ส่วนการคืนสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มคนจีนโพ้นทะเล ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอคิวนำเข้า ครม.
สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา นายฉัตรชัย บางชวด สำนักยุทธศาสตร์ความมั่นคงภายใน สมช. นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและการพัฒนา นายสุมิตร วอพะพอ ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสถานะและสิทธิเด็ก และนายศักดิ์ดา แสนมี่ เลขานุการกองเลขาเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ปัญหาและอุปสรรคมาจากสาเหตุหลักๆ คือ 1.ปัญหาความล่าช้าในการดำเนินงานทางนโยบาย เช่น สธ.ที่เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจาก ครม. ยังไม่สามารถเร่งรัดการจัดทำข้อมูล คัดกรองข้อมูลให้แล้วเสร็จโดยเร็วตามที่กำหนด ซึ่งผู้แทน สธ.ยืนยันว่า ไม่ได้ล่าช้าในขั้นตอนดำเนินงานของ สธ. แต่ติดขัดตรงที่ ศธ.ยังไม่สามารถส่งข้อมูลผลการตรวจสอบความซ้ำซ้อนข้อมูลเด็กได้ 2.ปัญหาที่เกิดจากระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่สามารถตัดสินใจร่วมกันได้ว่า เด็กจีกลุ่มไหนบ้างที่ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข หรือว่าทุกคน ทุกกลุ่มควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ประเด็นนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมาลงความเห็นร่วมกันไปในทิศทางเดียวกัน 3.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเข้าใจผิดว่า เด็กกลุ่มนี้คือ เด็กที่เป็นแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย
วงเสวนาเห็นว่า การแยกเด็กกลุ่มจีที่ต้องได้รับสิทธิและสถานะนั้น จะต้องเป็นกลุ่มปัญหาจริงๆ และต้องไม่ใช่เด็กกลุ่มจีที่เดินทางข้ามชายแดนมาเรียนหนังสือในประเทศไทยตอนเช้าและกลับเย็น และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกลุ่มเด็กที่มีสถานะทางทะเบียนแล้ว อีกทั้งยังมีความเห็นว่า สธ.ต้องเร่งประสานงานกับ ศธ.เพื่อดำเนินการสำรวจ แยกแยะ คัดกรองเด็กให้ชัดเจนให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ส่วนเด็กจีกลุ่มอื่นที่ไม่ผ่านการคัดกรองขอให้ดำเนินการ ดังนี้ ให้ไปใช้สิทธิตามสถานะนั้นๆ หรือให้ซื้อประกันสุขภาพในราคาไม่แพงมากนัก คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 0-7 ปี ให้ซื้อประกันสุขภาพวันละ 1 บาท หรือ 365 บาท/ปี กรณีเด็กอายุระหว่าง 7-18 ปี เสนอ ครม.ให้ขายบัตรประกันสุขภาพในราคา 800 บาท/ปี

