เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 100 ประชาชนจากทั่วประเทศแต่งกายชุดดำสุภาพ มาต่อแถวรอกราบถวายสักการะไม่ขาดสาย
น.ส.ชลกมลพร ฉลาด อายุ 42 ปี สมาชิกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย จากอ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ที่เดินทางมาพร้อมกับสมาชิกสมาคมฯ 300 คนจากทั่วประเทศ กล่าวด้วยความตื้นตันใจว่าเนื่องจากทางสมาคมฯได้จัดประชุมสมาคมฯ 5 วันที่จ.นนทบุรี และสมาชิกสมาคมฯทุกคนที่ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงเห็นตรงกันว่า ควรจะจัดให้สมาชิกทุกคนที่เดินทางมาจากต่างถิ่นได้มากราบสักการะพระบรมศพ ซึ่งตนก็มาจากจ.อุทัยธานี เมื่อได้มากราบสักการะพระบรมศพ จึงรู้สึกดีใจมากที่ได้มา เพราะถ้ามาเองก็อาจจะลำบากไปบ้าง เนื่องจากพิการเป็นโรคกระดูกผิดรูป จึงทำให้เดินเหินไม่สะดวกนัก แต่ก็ยังดีกว่าเพื่อนพิการคนอื่นที่ต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ ตนจึงเลือกเป็นอาสาสมัครเข็นรถให้เพื่อนที่นั่งวีลแชร์
“เมื่อได้ข่าวว่า จะได้กราบพระบรมศพ ดิฉันรู้สึกดีใจมาก จนเมื่อได้มากราบพระบรมศพจริงก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล เพราะคิดถึงพระองค์ พระองค์ทรงมีเมตตาต่อเพื่อนคนพิการมาโดยตลอด ไม่เลือกปฏิบัติ ทรงเห็นราษฎรที่เป็นทุกข์ เจ็บป่วย หรือแม้แต่พิการ ก็จะรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ จัดหาแพทย์ให้ความช่วยเหลือ รักษาโรคภัยต่างๆ จนกลับมามีชีวิตดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพสุจริตได้ นอกจากนี้ดิฉันขอกล่าวว่า ชื่นชมในเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังมาก ที่มีเมตตาต่อคนพิการ ค่อยอนุเคราะห์ จนทำให้สามารถเข้ากราบสักการะพระบรมศพได้อย่างราบรื่น เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะดูแลคนพิการที่นั่งรถเข็นถึง 300 คน แต่สำนักพระราชวัง ก็อำนวยความสะดวก จนทุกอย่างผ่านมาอย่างราบรื่น” น.ส.ชลกมลพร กล่าว

นายปิยะบุตร เทียนคำศิริ อายุ 38 ปี สมาชิกสมาคมคนพิการฯ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ส่วนตัวแม้ว่ามีโอกาสมากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้มักมาร่วมกิจกรรมอาสาเก็บขยะที่ท้องสนามหลวงบ่อยครั้ง อยากให้พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงรู้ว่าแม้ตัวเองจะร่างกายพิการแต่ยังมีความจงรักภักดีต่อพระองค์อยู่เต็มหัวใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อผู้พิการเป็นอย่างมาก ตัวเองไม่เคยลืมเลยว่าที่มีวันนี้ได้ก็เพราะพระองค์ทรงใส่พระทัยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการเสมอมา นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของการทำดี ทรงไม่เคยรับสั่งหรือบังคับให้ใครทำอย่างที่พระองค์ต้องการ แต่ทรงทำเป็นแบบอย่างให้ประชาชนดู หลังจากนี้จึงอยากให้ประชาชนชาวไทยตั้งใจเดินตามรอยเท้าของพระองค์

นายธีรภัทร ญัติญา อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนยอแซฟ กรุงเทพฯ ที่เดินทางมากับเพื่อนร่วมห้อง จำนวน 7 คน กล่าวว่า แม้ว่าตนจะไม่ได้เกิดมาในช่วงที่พระองค์ทรงงานหนักมากนัก แต่ก็ได้รับฟังเรื่องราว และพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์จากคุณพ่อคุณแม่มาตลอด พระองค์ ถือเป็นแบบอย่างในการดำรงชีพในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องการทรงงานหนักตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ครองราชย์ แสดงให้เห็นถึงความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ การเป็นแบบอย่างของการทำความดีที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ทรงพระปรีชาสามารถทั้งเรื่องกีฬา การประพันธ์บทเพลงพระราชนิพนธ์มากมาย ซึ่งตนประทับใจอย่างมาก และอยากที่จะน้อมนำมาใช้ในการปฏิบัติในชีวิต

น.ส.ศศิวรรณ กาญจนศรีสมุทร อายุ 17 ปี เพื่อนร่วมห้อง กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้มากราบพระบรมศพครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องขอขอบคุณโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างจากการเรียน เข้ามากราบสักการะพระบรมศพ ตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสก็จะมาอีกเรื่อยๆ เนื่องจากรู้สึกรักและเคารพพระองค์ ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่เพราะพระองค์ได้ประพฤติปฏิบัติสมเป็นกับราชันผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ ทั้งการทรงงานหนัก อดทน อดกลั้น การเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความพอเพียง ซึ่งตนตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตในอยู่บนหลักความพอเพียง ใช้เงินอย่างมีสติมากขึ้น ใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ หลังสำนักพระราชวังปิดเวลา 22.15 น. มีจำนวนทั้งสิ้น 34,211 คน รวม 99 วัน มี 4,232,114 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,268,726 บาท รวม 99 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 356,960,217.09 บาท


