ครอบครัว ‘เสี่ยต้น’ ขอความเป็นธรรม ทนายเดชา เชื่อสัปดาห์หน้าตำรวจรู้ตัวคนลอบยิงได้ 4-5 คน

25.05.24 | 18:44 น.

ครอบครัว ‘เสี่ยต้น’ ขอความเป็นธรรม ทนายเดชา เชื่อสัปดาห์หน้าตำรวจรู้ตัวคนลอบยิงได้ 4-5 คน

 

เมื่อเวลา 14.50 น.วันที่ 25 พฤษภาคม ที่สำนักงานทนายคลายทุกข์ (Decha&IBS) ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ พร้อมครอบครัวนายพิชิต กลีบจินดา หรือ เสี่ยต้น ประกอบด้วย พระวสันต์ กลีบจินดา (กตคุโณ) พ่อของเสี่ยต้นจำวัดแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี , นางประภาพินท์ กลีบจินดา อายุ 63 ปี แม่เสี่ยต้น , นางสาวณัฐปภัษร์ ธนภัคนันท์หิรัญ หรือ เจ น้องสาว, น.ส.หมวย และนายตั้ง ญาติสนิทเสี่ยต้น นายพิชิต กลีบจินดา หรือ เสี่ยต้น เจ้าของธุรกิจสอนนวดไทย ซึ่งถูกคนร้ายประกบยิง พื้นที่ สน.วังทองหลาง เมื่อวันที่( 8 เม.ย.) ก่อนไปเสียชีวิตปริศนาที่บ้านพักใน จ.มหาสารคาม

หลวงพ่อวสันต์ พระพ่อเสี่ยต้น กล่าวถึงการต้องการจะนำศพของเสี่ยต้นไปผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตายเเต่ไม่ได้ทำเพราะ เนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินจ้างรถและจ้างแพทย์ชันสูตร โดยในวันต่อมาตนก็ไปเคารพศพลูกชายที่บ้าน น.ส.มด ภรรยาเสี่ยต้น ในขณะกำลังจุดธูป น.ส.มด เข้ามานั่งข้างๆ และบอกว่า ถ้าเอาศพไปผ่าแล้วเจอสารที่ทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ ประกันจะไม่จ่ายเงินให้ แต่ถ้าไม่ผ่า ก็จะได้เงินมาบ้าง และทาง น.ส.มด จะถวายให้ 2-3ล้านบาท ตนจึงตอบกลับไปว่า ถ้าจะให้ ขอไม่รับ แต่ขอคอนโดให้แม่ของเสี่ยต้น เพราะทางแม่ไม่มีที่อยู่อาศัย และขอให้ น.ส.มด สร้างกุฎิถวายสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลให้เสี่ยต้น ปัจจัยที่จะให้ ตนไม่เอา ขอแค่นี้

ด้าน น.ส.หมวย ญาติสนิทเสี่ยต้น เปิดคลิปเสียงของวันที่ 21.25 น. ของวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ขณะครอบครัวเดินทางไปที่ รพ.แห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม เพื่อจะขอให้ชันสูตรศพเสี่ยต้น เนื่องจากยังติดใจการเสียชีวิต จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะถูกฆาตกรรมจริงหรือไม่ก็ได้ แต่อยากให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งทางแพทย์แจ้งว่า ดูภายนอกที่ตรวจได้ พฤติการณ์อาจจะบอกไม่ได้ ซึ่งทางแพทย์เข้าไปเจอเสี่ยต้นเสียชีวิตช่วง เวลา 06.00 น. ขณะนั้นได้ตรวจสภาพศพอย่างละเอียดระดับนึงโดยศพนั้น ตัวแข็ง นอนหงาย เลือดตกข้างหลังแล้ว โดยเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4-6 ชั่วโมงแล้ว ไม่พบร่องรอยบาดแผล และหากญาติยังติดใจสามารถส่งชันสูตรต่อได้

Advertisement

ด้านนายตั้ง สามี ของน.ส.หมวย ผู้ที่เป็นคนเห็นและถ่ายภาพหน้าศพของเสี่ยต้นที่เป็นสีคล้ำยืนยันว่า ไม่ได้ตัดแต่งภาพ ตรวจสอบต้นฉบับจากมือถือตนได้ สภาพศพดำเหมือนขี้เลน ตอนนั้นผิดสังเกตุเหมือนกันว่าตั้งแต่รดน้ำศพหรือพิธีต่าง ๆ ไม่มีใครเปิดผ้าคลุมศพ ลักษณะใช้ผ้าขาวห่อศพมิดชิด กระทั่งก่อนที่จะเผา จึงมีญาติโวยวายว่า ทำไมไม่เปิดหน้าเลย โดยปกติการรดน้ำศพต้องเปิดให้เห็นหน้าเพราะเป็นการส่งวิญญาณครั้งสุดท้าย พอเปิดออกมาก็เห็นว่าดำมากและมีเลือดไหลบริเวณจมูก คนในงานก็เริ่มมีการพูดกัน แต่ทางภรรยาเสี่ยต้น ไม่ได้พูดอะไร

ส่วนที่มีการเปลี่ยนโลงศพนั้น มีจริง โดยตนเป็นคนยกโลง แต่ตอนนี้ผ้าก็ปิดอยู่ ใจก็อยากดูสภาพศพเหมือนกัน แต่เจ้าหน้าที่รีบเอาเข้าโลงใหม่ ซึ่งพบว่ามีการส่งกลิ่นเหม็นแล้ว นอกจากนี้ยังสังเกตุว่า ทำไมรีบเผา และเผาวันศุกร์ ซึ่งปกติที่วัดจะไม่เผาศพวันศุกร์กัน ส่วนภาพในงานศพเห็นมีน้องสาวภรรยาเสี่ยต้น แต่ไม่เจอแฟนของน้องสาวแต่อย่างใด

ด้านนางประภาพินท์ แม่เสี่ยต้น ยอมรับว่า ตนสังสัยว่าทำไมสภาพลูกชายถึงดำขนาดนี้ ดำเหมือนถ่าน แต่ไม่ได้ถามอะไร ทุกคนรู้อยู่ในใจ และทางฝ่ายเมียลูกชานเป็นผู้จัดการเองหมด ซึ่งหลังจากเผาศพลูกชายไปแล้ว ยังไม่ได้คุยกับลูกสะใภ้และไม่ได้เจอกันเลย มีแต่เข้ามาเอาแมว และโพสต์ต่อว่าในทำนอง “คนซื้อไม่ได้อยู่ คนอยู่ไม่ได้ซื้อ” ซึ่งที่ผ่านมาเป็นคนเลี้ยงหลานทั้ง 3 คนมาตั้งแต่เกิด อยู่กันมาหลายสิบปี จะมาไล่ตนออกจากบ้าน ซึ่งอยากเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกชาย อยากให้ทุกคนช่วย เท่าที่จะช่วยได้ ส่วนปัญหาความขัดแย้งของลูกชาย ไม่เคยมี มีแต่ปัญหาภายในครอบครัว

ส่วนที่มีกระแสว่าเสี่ยต้น เคยพาผู้หญิงอื่นเข้าบ้านหรือไม่ ตนไม่ทราบไม่เคยเห็น เพราะลูกชายตนรักเมียจะตายส่วนภาพคนร้ายที่ตำรวจเอามาเปิด ไม่เคยเห็น ไม่รู้จัก และยืนยันไม่เคยเจอญาติฝ่ายภรรยาลูกชายมาก่อน

ด้านทนายเดชา เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ 26 พ.ค. เวลา13.00 น. จะพาพยานทั้งหมดไปพบพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง อีกรอบหนึ่ง เพื่อดูความเชื่อมโยงการกระทำความผิดที่พื้นที่ สน.วังทองหลาง และเหตุการณ์เสียชีวิตที่ จ.มหาสารคาม พร้อมเชื่อว่า สัปดาห์หน้าตำรวจมีความคืบหน้าและทราบตัวคนร้ายลอบยิงเสี่ยต้นประมาณ 4-5 คน รวมถึงคนจ้างวานด้วย

ส่วนคดีนี้จะเป็นคดีครอบครัวหรือไม่ ทนายเดชา ตอบว่า ลักษณะคล้ายกับคดีครอบครัวเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่ก็ไม่แน่ใจคดีนี้ผลจะเป็นอย่างไร เท่าที่ทราบจากตำรวจจะมีความคืบหน้า ส่วนคนก่อเหตุตนยังไม่ทราบ ต้องถามตำรวจ อยากให้มามอบตัวเพราะหลักฐานชัดเจน และมั่นใจว่าคนทำน่าจะมีความแค้นมาก สะสมมานานและสะสมทั้งทางตรงทางอ้อมกับผู้เสียชีวิต