เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ศาลจังหวัดนครพนม ความคืบหน้าเกี่ยวกับการสืบพยานของศาลจังหวัดนครพนม เกี่ยวกับคดี นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ออกมาร้องทุกข์ว่าตกเป็นแพะ ในคดีขับรถชนคนตาย
หลังจากได้มีการสืบพยานในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้ร้องฝ่ายครูจอมทรัพย์ มีการนำพยานขึ้นเบิกความต่อศาล รวม 9 ปาก ส่วนในวันที่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ฝ่ายผู้คัดค้าน ได้ มีการนำพยานขึ้นเบิกความสืบพยาน ทั้งหมด จำนวน 9 ปาก เช่นกัน โดยสาระสำคัญในการเบิกความ ได้ยืนยันในเรื่องของการครอบครอง รถยนต์ บค 56 มุกดาหารว่า ไม่ได้อยู่ในการครอบครอง ของ นายสับ วาปี ที่ออกมากล่าวอ้าง ว่าเป็นคนขับรถยนต์ชนคนตายในคดีดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2548 แต่อยู่ในการครอบครองของ นายอุบล ไชยบัน ระหว่าง ปี 2547 ถึง 2551 เพียงเเต่ซื้อมาจากนายสับ วาปี วาปีนั้น
สำหรับการสืบพยานวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น.ทางฝ่ายผู้คัดค้าน ได้ทำการเบิกความสืบพยานปากแรก มี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 รับผิดชอบหน้าที่ดูแลงานสอบสวน ในฐานะคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีครูจอมทรัพย์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพโรจน์ กุจิระพันธ์ ปัจจุบันตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ในฐานะได้รับคำสั่งจากตำรวจภูธรภาค 4 ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้นำพยานสำคัญขึ้นสืบพยานในศาล รวมอีก 6 ปาก
พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีต สว.จ.มุกดาหาร ออกมายืนยันต่อศาล ว่า ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ได้ มีนายวิจิตร คำลือชัย ในฐานะเพื่อน ได้นำ นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง ที่เป็นเพื่อนกับครูจอมทรัพย์ รวมถึง นายสับ วาปี นายเสริฐ รูปสะอาด รวมถึงสามีครูจอมทรัพย์ คือ นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร และมีคนที่เดินทางมาด้วยอีกหลายคน รวมทั้งหมด 10 คน เพื่อมาหารือหาแนวทางช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ เนื่องจากตนเป็นทนายความ รวมถึงเป็นบุคคลที่สังคมให้การยอมรับ พร้อมขอร้องให้ทำการบันทึกรับรอง ว่า นายสับ วาปี เป็นคนขับรถชนคนตาย ในคดีครูจอมทรัพย์ เพื่อที่จะนำไปเป็นหลักฐานสำคัญในการช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ที่ถูกพิพากษาจำคุก และอยู่ระหว่างการรอศาลฎีกาตัดสิน
ซึ่งทาง นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง ได้ระบุว่า จะมีการดูแลช่วยเหลือหาก นายสับ วาปี ต้อสู้คดีติดคุก เป็นเงินจำนวน 4 แสนบาท และหากตกลงตามเงื่อนไข จะจ่ายก่อนล่วงหน้า 2 แสน เพราะเชื่อว่าจะติดคุกไม่นาน แต่ทาง พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีต สว.จ.มุกดาหาร ไม่ได้ตกลงให้การช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีความมั่นใจว่า นายสับ วาปี จะกระทำผิดจริง เพราะได้ให้การอีกว่า ได้มีการสอบถามส่วนตัว กับนายสับ วาปี แล้ว ปรากฏว่า ในช่วงเกิดเหตุรถยนต์ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ไม่ได้อยู่ในครอบครอง จึงไม่เชื่อมั่น และได้แนะนำให้ไปหารือกับญาติผู้ตาย คือ นายเหลือ พ่อบำรุง เพื่อทำการเยียวยา และได้ทักท้วงว่า น่าจะมีการดำเนินการรับสารภาพ ก่อนหน้านี้ แต่มาถึงขบวนการของศาลฎีกา จะเป็นวิธีที่ยากในการช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ จนกระทั่งได้เงียบหายไป และมารู้อีกครั้งว่า มีการเรียกร้องช่วยเหลือของครูจอมทรัพย์ ว่าตกเป็นแพะ โดยในคำให้การครั้งนี้ได้พูดตามความเป็นจริง ส่วนศาลจะมีการพิจารณาอย่างไร ขอให้เป็นกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ ในการเบิกความสืบพยานของ ของ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีต สว.จ.มุกดาหาร ถือเป็นประเด็นสำคัญ ที่นำมาหักล้างคำให้การของพยาน หลักฐาน ของฝ่ายผู้ร้อง ที่อ้างถึง นายสับ วาปี เป็นคนขับรถยนต์ชนคนตาย และเป็นหลักฐานในการนำเสนอต่อกระบวนการยุติธรรม ให้ศาลชั้นต้น คือ ศาลจังหวัดนครพนม พิจารณารื้อคดี โดยมุ่งเน้นในเรื่องของ รถยนต์ บค 56 สกลนคร ของครูจอมทรัพย์ ไม่ได้มีการเฉี่ยวชนเกิดอุบัติเหตุ รวมถึง พยานสำคัญ คือ นายสับ วาปี ออกมารับสารภาพ และถือว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ที่นำมาเรียกร้อง ให้พิจารณารื้อคดี ตาม พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 แต่พยานหลักฐานกับขัดแย้งกัน
ด้าน พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เปิดเผยว่า สำหรับการสืบพยานในการพิจาณารื้อคดี ในคดีนี้ สรุปทางฝ่ายผู้ร้อง ได้นำพยานขึ้นเบิกความต่อศาล จำนวน 9 ปาก ส่วนของฝ่ายคัดค้าน มี 15 ปาก ที่ดำเนินการสืบพยานครบถ้วน โดยในส่วนของผู้ร้อง ได้มุ่งเน้นในการพิสูจน์ รถยนต์ บค 56 สกลนคร ของครูจอมทรัพย์ ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน รวมถึงพยานบุคคลที่ระบุว่า คนขับรถยนต์ชนเป็นชาย เพื่อนำเสนอต่อศาล
ในส่วนของฝ่ายคัดค้าน ได้นำพยานปากสำคัญให้การในเรื่องของ ประเด็นหลัก คือ นายสับ วาปี ซึ่งเป็นพยานสำคัญที่ออกมารับสารภาพว่า ได้ขับรถยนต์ บค 56 มุกดาหาร ไปชนคนตายในคดีดังกล่าว และเป็นพยานหลักฐานใหม่ ที่สำคัญของฝ่ายผู้ร้อง นำเสนอต่อศาลให้มีการพิจารณารื้อคดีใหม่ สำหรับทางตำรวจมีความมั่นใจในเรื่องของพยานหลักฐาน ทุกอย่าง และในการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนถือว่ามีความสมบูรณ์ ซึ่งทางตำรวจจะถือเอาพยานหลักฐาน ในการดำเนินคดีเป็นหลัก ส่วนผลจะเป็นอย่างไรขอให้เป็นการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม แต่ทางตำรวจจะต้องรับผิดชอบในพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อศาล ซึ่งทางศาลจังหวัดนครพนม จะได้รวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด นำเสนอศาลฎีกาพิจารณาต่อไป ส่วนแนวทางการพิจารณามีสองแนวทางคือ การยกคำร้องในการรื้อพิจารณาคดีใหม่ และ พิจารณากับคำให้การเพื่อยืนยันให้ครูจอมทรัพย์ เป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนการดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการผู้รับจ้างหรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องรอศาลฎีกาพิจารณาเป็นที่สิ้นสุดก่อน ค่อยดำเนินการต่อไป แต่หากมีความชัดเจนว่า มีขบวนการรับผิดแทน ถือว่าผิดกฎหมาจะต้องพิจารณาดำเนินคดี อีกครั้ง

