หมอวรตม์ เผย “อายาวัสกา” เท่ากับใช้ยาเสพติด มีกฎหมายคุมชัดเจน เปิดโทษคนใช้สาร DMT แพร่กระจายวงกว้าง ติดคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทำพิธีกรรม ‘อายาวัสกา’ (Ayahuasca) ในการดื่มน้ำต้มรากไม้ จากนั้นร่างกายจะเกิดสาร DMT ที่อ้างว่าสารนี้จะมีการหลั่งในสมองมนุษย์แค่ 2 ครั้งเท่านั้นในชีวิต คือ ตอนที่เกิด และตอนที่ตาย เสมือนเป็นการทดลองตาย นำไปสู่การรู้แจ้งเห็นจริง ว่า สำหรับพิธีกรรมอายาวัสกา จะเป็นการใช้รากไม้จากแอฟริกาใต้นำมาต้ม จากนั้นจะเกิดสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของร่างกาย ชื่อว่า “DMT” ย่อมากจากชื่อทางเคมี คือ Dimethyltryptamine (ไดเมทธิลทริปตามีน) เป็นยาเสพติดออกฤทธิ์ประเภทหลอนประสาท ในประเภทที่ 1 พบในเม็ดพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นในแถบ WEST INDIES และบางส่วนของอเมริกาใต้ ชาวอินเดียในแถบนี้จะนำมาบดเป็นผง รวมทั้งชาวพื้นเมืองของประเทศไฮติ ก็นำผงจากเมล็ดพืชเหล่านี้มาใช้เวลาประกอบพิธีทางศาสนา โดยการสูดดม เรียดว่า โคเฮบา (coheba) เพราะเชื่อว่าทำให้สามารถติดต่อกับพระเจ้าของเขาได้ ทั้งนี้ รายงานกรมสุขภาพจิต ก็พบว่ามีผู้ใช้สาร DMT จากพิธีกรรมอายาวัสกา แล้วส่งผลเสียต่อจิตประสาทอยู่ แต่ไม่มากเท่ากับสารเสพติดอื่นๆ
“ผู้ที่ใช้สาร DMT ที่ผลต่อจิตประสาท มีความอันตราย และไม่มีประโยชน์ใดๆ ทางการแพทย์ ผู้ใช้จะเกิดความมึนเมา เกิดภาพหลอน เกิดประสบการณ์รูปแบบแปลกๆ ไปได้ อาการจะต่างกันออก บางรายจะมีความรู้สึกเหมือนกับเห็นภาพหลอน บางคนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย เห็นแสง สี เสียงที่แปลกไป บางรายจะมีอาการเพ้อคลั่งและประสาทหลอน ผู้เสพจะไม่มีอาการติดทางกายแต่จะติดทางใจ” นพ.วรตม์กล่าว
เมื่อถามถึงการอ้างว่าสาร DMT จะหลั่งเพียง 2 ครั้งในชีวิตมนุษย์ นพ.วรตม์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่หลักๆ คือ สารที่ใช้ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้เกิดอาการหลอน ไม่มีประโยชน์ใดๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อหรือศาสนาที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย นอกจากนั้น สาร DMT เป็นสารที่ผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำและปรับ ดังนั้น ไม่สามารถอ้างได้ว่ากระทำไปเพื่อความเชื่อหรือพิธีกรรม เพราะมีโทษทางกฎหมายทั้งผู้ครอบครองและผู้เสพ
ถามต่อว่าแพทย์หลายคนได้ออกมาให้ความเห็นทางออนไลน์ว่า ต่อให้อ้างว่าเป็นพิธีกรรมแต่ก็ถือว่าเป็นการ “พี้ยาหรือหลอนยาเสพติด” นพ.วรตม์กล่าวว่า ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ก็เป็นการใช้ยารูปแบบหนึ่ง จริงๆ ก็มีพิธีกรรมต่างๆ ที่มีการใช้ยาร่วมด้วย เพียงแต่ปัจจุบันมีกฎหมายควบคุมอยู่
“เราไม่ได้ติดเรื่องพิธีกรรม แต่เราติดที่พิธีกรรมมีการใช้สารที่มีความผิดทางกฎหมาย หรือสารเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เพราะว่ามีอันตรายต่อผู้ประกอบพิธีกรรม คนที่ถูกชักจูงเองบางครั้งก็ถูกชักจูงไปด้วยเรื่องพิธีกรรม แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาจะเสพเข้าไป จะส่งผลต่อสุขภาพเขาเอง จึงเป็นเรื่องอันตรายที่พิธีกรรมมีความเกี่ยวข้องกับสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท” นพ.วรตม์กล่าว
เมื่อถามว่ามีการอ้างว่าเป็นการจำลองการตาย เพื่อละทิ้งความทุกข์ นพ.วรตม์กล่าวว่า จริงๆ ในแต่ละศาสนาจะมีการใช้ “มรณานุสติ” อยู่แล้ว เพื่อตระหนักถึงรู้ว่าชีวิตมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อให้เข้าใจว่าเมื่อคนเรากำลังจะตาย ก็จะให้ความสำคัญต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้น ดังนั้น มีวิธีอื่นๆ ที่ใช้ในการพิจารณาตน โดยไม่จำเป็นต้องนำสารใดๆ เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดภาพหลอน
“ความน่ากังวลคือ คนที่คิดจะเอาแนวคิดนี้ไปทำกันเอง ไปใช้กันเอง จะเกิดความอันตรายมาก โดยเฉพาะการใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ที่สำคัญคือไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ความเชื่อเป็นสิ่งที่มีได้ แต่ถ้าเชื่อแล้วต้องใช้สารเคมีที่มีผลต่อจิตประสาท ต่อชีวิต อันนี้เราต้องมีสติ และตระหนักเยอะๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ส่งผลเสียต่อร่างกาย สุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราในระยะยาวหรือไม่ ต้องมีสติเยอะๆ” นพ.วรตม์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 พ.ศ.2561 ออกตามความในพระราชบัญญัติ วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ระบุว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับ ไม่เกิน 1,000,000 บาท ขณะที่ ความผิดในการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ในครอบครองหรือนำผ่าน ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ ในประเภท 1 เป็นการกระทำดังต่อไปนี้ (1) การกระทำเพื่อการค้า (2) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน (3) การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี (4) การจำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานที่ อันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ (5) การกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (6) การกระทำโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ โทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 – 1,500,000 บาท และ ผู้ใดเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

