สตม.แถลงผลงานจับต่างชาติ-คนไทยผู้ต้องหารายสำคัญ 3 คดี

29.05.24 | 15:44 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม.ร่วมแถลงจับกุมนายมาซองซ์ (นามสมมติ) อายุ 39 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ความผิดฐาน พยายามส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า อันเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ได้ที่หมู่บ้านจัดสรรย่าน ถนน พัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กทม.นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน บก.ปส.3 บช.ปส. ดำเนินคดี สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปส.3 บช.ปส. รับการประสานจากพนักงานของบริษัทผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุแห่งหนึ่ง เนื่องจากการตรวจเอ็กซเรย์พัสดุเพื่อคัดแยกก่อนนำส่งพบพัสดุระหว่างประเทศปลายทางประเทศกัมพูชาต้องสงสัยว่ามีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ภายใน จึงไปตรวจสอบพบกล่องพัสดุมีขนาดน้ำหนักรวม 1.0 กิโลกรัม 1 กล่อง จากการเปิดกล่องพัสดุพบภายในบรรจุกล่องรถบังคับวิทยุสีแดง ภายในมีรถบังคับวิทยุ จำนวน 1 คัน รีโมทบังคับ จำนวน 1 ชิ้น และกล่องกระดาษสายชาร์จ (ไม่มีสายชาร์จ) ข้างในพบยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) จึงทำการตรวจยึดเป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน บก.ปส.3 บช.ปส. เพื่อสืบสวนสอบสวน ต่อมาพบว่าผู้ส่งพัสดุของกลางคือนายมาซองซ์ พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ ต่อมา กก.1 บก.สส.สตม.สืบสวนพบว่านายมาซองซ์ พักอาศัยอยู่กับหญิงไทยในหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าว จึงวางแผนจับกุม ในชั้นจับกุมนายมาซองซ์ รับว่ากล่องพัสดุและโคคาอีนของกลางเป็นของตนซื้อโคคาอีนมาจากชายผิวสีไม่ทราบชื่อและสัญชาติและการส่งพัสดุดังกล่าวเป็นการทดลองส่งไปให้เพื่อนที่อยู่ในประเทศกัมพูชาครั้งแรก แต่เพื่อนไม่ได้รับจึงเข้าใจว่าตำรวจของไทยตรวจพบโคคาอีนในกล่องพัสดุแล้วแต่ไม่คิดว่าตำรวจจะรู้ว่าตนเป็นผู้ส่งเนื่องจากจัดส่งโดยใช้ชื่อของคนอื่น


พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่ากก.4 บก.สส.สตม. จับกุมนายเฉิน (นามสมมติ) อายุ 52 ปี สัญชาติสุรินัม ความผิดฐาน ปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอม ได้ที่ย่านซอยสวนพูล กทม. นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนจับกุมจากการสืบสวนทราบว่ามีขบวนการทำหนังสือเดินทางปลอมและนำคนเข้าออกประเทศอย่างผิดกฎหมาย จึงขอหมายศาลค้นห้องพักในคอนโดแห่งหนึ่งย่านสาทรพบนายเฉิน เป็นผู้ครอบครองห้องพักและพบเอกสารราชการไทย เช่นใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เอกสารการเปิดบัญชีธนาคารหลายรายการ และสำเนาหนังสือเดินทางตรวจสอบพบว่าเอกสารต่าง ๆ เหล่านั้นตรงกับนายเฉิน จึงตรวจยึดและประสานงานตำรวจไต้หวันตรวจสอบพบว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอม พร้อมกับประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนตรวจสอบพบว่านายเฉินเป็นคนสัญชาติจีน มีพฤติการณ์เป็นหัวหน้าขบวนการในการปลอมหนังสือเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน และปลอมบัตรผู้อาศัยถาวรของประเทศต่าง ๆ และเป็นหัวหน้าขบวนการนำคนจีนเดินทางออกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หลบหนีเข้าไปยังประเทศต่าง ๆ อย่างผิดกฎหมาย โดยการใช้หนังสือเดินทางปลอมหรือการใช้บัตรผู้อยู่อาศัยถาวรในการแสดงตัวตนในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เพื่อทำการปิดบังตัวตนแล้วหลบหนีออกมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากการรวบรวมพยานหลักฐานจึงขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาทำการจับกุมนายเฉิน ดำเนินคดีดังกล่าว

พล.ต.ต.พันธนะ แถลงอีกว่า บก.สส.สตม.รับการประสานงานจากสถานทูตต่าง ๆ ประจำประเทศไทย ให้ตรวจสอบกรณีสงสัยว่ามีคนไทยที่ไปยื่นขอวีซ่าเพื่อไปท่องเที่ยวในประเทศแถบยุโรปจำนวนหลายร้อยรายจะใช้เอกสารประกอบการยื่นขอวีซ่าปลอม จึงสั่งการให้ชุด ศปชก.สตม. ไปตรวจสอบพบว่าเอกสารที่คนไทยนำมายื่นขอวีซ่า เช่น ใบรับรองการทำงาน รายการเดินบัญชีธนาคาร หนังสือรับรองยอดเงิน ส่วนใหญ่เป็นเอกสารปลอม จากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มบริษัทเอเจนซี่รับยื่นขอวีซ่าให้กับคนไทยที่ต้องการไปต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการให้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นต่อศาลเข้าทำการตรวจค้นกลุ่มบริษัทเอเจนซี่ที่คอนโดย่านปากเกร็ดจว.นนทบุรี พบนายนคร (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติไทย เจ้าของห้องพักและนำการตรวจค้นพบของกลางเอกสารเดินบัญชีธนาคารและหนังสือรับรองการทำงานปลอม 23 รายการ จึงจับกุมนายนคร พร้อมของกลางข้อหา “ปลอมเอกสาร” นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี ดำเนินคดีและจากการสืบสวนขยายผลพบว่านายนคร ว่าจ้างบุคคลอื่นทำการปลอมเอกสารดังกล่าวอีกทอดหนึ่งราคาชุดละ 5,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ทำการปลอมเอกสาร จากนั้นตรวจค้นบริษัท ธัญอุดมโชคทราเวล จำกัด (บารมีวีซ่า) ย่านสายไหม พบนางธัญญ์นารี (นามสมมติ) อายุ 40 ปี สัญชาติไทย เจ้าของบริษัทตรวจค้นพบของกลาง 27 รายการ ประกอบด้วย ตราประทับบริษัทต่าง ๆ รายการเดินบัญชีธนาคารปลอม หนังสือรับรองการทำงานบริษัทต่าง ๆ ปลอม จากการสอบถาม นางธัญญ์นารี รับว่าเป็นผู้ทำปลอมขึ้นเอง จากนั้นจะพาลูกค้าไปยื่นขอวีซ่ากับสถานทูตต่าง ๆ โดยแนะนำก่อนว่าจะต้องตอบคำถามอย่างไรหากมีการสัมภาษณ์ จึงจับกุมพร้อมของกลาง ข้อหา “ปลอมเอกสาร” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.สายไหม ดำเนินคดี และตรวจค้น หจก.วีซ่า แอนด์ทัวร์ อ.เมืองอุดรธานี จว.อุดรธานี พบ น.ส.นภัชชา (นามสมมติ) อายุ 48 ปี สัญชาติไทย เจ้าของบริษัทและนำตรวจค้นพบของกลาง 12 รายการ ประกอบด้วย ตราประทับบริษัทต่าง ๆ หนังสือรับรองเงินฝากธนาคารปลอม โดย น.ส.นภัชชา รับว่าว่าจ้างนายหน้าอีกคนหนึ่งเป็นผู้ทำปลอมขึ้นราคาฉบับละ 5,000 – 7,000 บาท จากนั้นจะตรวจสอบและส่งเอกสารให้ลูกค้าไปใช้ยื่นขอวีซ่ากับสถานทูต แต่ส่วนใหญ่ก็จะถูกทางสถานทูตปฏิเสธการออกวีซ่าให้ จึงตรวจยึดของกลาง และจะร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.นภัชชา กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีข้อหา “ร่วมกันปลอมเอกสาร” ต่อไป