ต้องรู้! สธ.ปรับแนวทางรักษาผู้ป่วย ‘โควิด’ ใหม่ ให้ยาเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง ติดเชื้อแยกตัว 5-10 วัน
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมการแพทย์ ได้ออกเอกสารแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลกรณีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สําหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 28 โดยความร่วมมือของคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ และผู้แทนทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ได้ทบทวนและปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย ตามข้อมูลวิชาการในประเทศ และต่างประเทศ คําแนะนําแนวทางการดูแลรักษาฉบับนี้ ยึดตามหลักฐานจากการวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และอาจเปลี่ยนแปลงคําแนะนําได้ในอนาคตหากมีหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งนี้ การปรับแนวทางเวชปฏิบัติฉบับนี้ มีประเด็นสำคัญ คือ 1.ปรับแนวทางการให้ยาต้านไวรัส และ 2.ปรับคำแนะนำในการปฏิบัติตน สำหรับการรักษาโควิด-19 ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย หรือผู้ที่มีผลตรวจ ATK หรือ RT-PCR ให้ผลบวก
ทั้งผู้ที่มีอาการและไม่แสดงอาการ แบ่งเป็น กลุ่มตามความรุนแรงของโรคและปัจจัยเสี่ยงได้ 4 กรณี ดังนี้
1.ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี ไม่ให้ยาต้านไวรัส แต่ให้ปฏิบัติตนตามมาตรการ DMH อย่างเคร่งครัด อย่างน้อย 5 วัน
2.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง/โรคร่วมสําคัญ ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก ให้ปฏิบัติตนตามมาตรการ DMH อย่างเคร่งครัด อย่างน้อย 5 วัน และให้การดูแลรักษาตามอาการตามดุลพินิจของแพทย์
3.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือมีโรคร่วมสําคัญ หรือผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง ยังไม่ต้องให้ออกซิเจน โดยปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง ได้แก่ อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ, โรคไตเรื้อรังระยะ 3 ขึ้นไป, โรคหัวใจและหลอดเลือด (ไม่รวมโรคความดันโลหิตสูง), โรคหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็ง (ไม่รวมมะเร็งที่รักษาหายแล้ว), เบาหวาน, ภาวะอ้วน น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม (กก.) หรือ BMI 30 กก./ตารางเมตร (ตร.ม.), ตับแข็ง, ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ (เป็นโรคที่อยู่ในระหว่างได้รับยาเคมีบําบัดหรือยากดภูมิหรือ corticosteroid equivalent to prednisolone 15 มิลลิกรัม (มก.)/วัน นาน 15 วันขึ้นไป), ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มี CD 4 cell count น้อยกว่า 200 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร (ลบ.มม.)
คําแนะนําการให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มนี้คือ ให้เลือก 1 ชนิด ตามลําดับ ได้แก่ nirmatrelvir/ritonavir หรือ remdesivir หรือ molnupiravir โดยพิจารณาให้ยานับจากวันที่เริ่มมีอาการ ทั้งนี้ ควรเริ่มให้เร็วที่สุด ภายใน 5-7 วัน
ผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายสนิท พบว่าในช่วงปลายสัปดาห์แรก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการมากขึ้นได้ ผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นแล้ว อาจจะยังตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโควิด-19 ในน้ำมูกและ/หรือน้ำลายของผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน อาจจะนานถึง 3 เดือน สารพันธุกรรมที่ตรวจพบนั้น มักจะเป็นเพียงซากสารพันธุกรรมที่หลงเหลือที่ร่างกายยังกําจัดไม่หมด นอกจากนี้ การตรวจพบสารพันธุกรรมได้หรือไม่ได้ ยังอยู่ที่คุณภาพของตัวอย่างที่เก็บด้วย ดังนั้น ในแนวทางเวชปฏิบัติ โควิด-19 นี้ จึงแนะนําว่าไม่ต้องตรวจ RT-PCR หรือตรวจหา antigen ก่อนผู้ป่วยออกจากสถานพยาบาล หรือ ก่อนกลับเข้าทํางาน เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรักษาหรือวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อ ผู้ป่วยที่พ้นระยะการแพร่เชื้อแล้ว สามารถดํารงชีวิตได้ตามปกติ การปฏิบัติตนในการป้องกันการติดเชื้อเหมือนประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้ คําแนะนําในการปฏิบัติตนสําหรับผู้ป่วยโควิด-19 ระหว่างมีอาการ และตรวจพบเชื้อ
1.ในระยะเริ่มมีอาการ ให้สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น การทําความสะอาดมือ การรักษาระยะห่าง และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัด จนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ (ระยะ 5 วันนับจากวันเริ่มมีอาการ)
2.ให้แยกห้องนอนจากผู้อื่น ถ้าไม่มีห้องนอนแยกให้นอนห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2-3 เมตร และต้องเป็นห้องที่เปิดให้อากาศระบายได้ดี ผู้ติดเชื้อนอนอยู่ด้านใต้ลม จนพ้นระยะการแยกกักตัว
3.ถ้าแยกห้องน้ำได้ควรแยก ถ้าแยกไม่ได้ ให้เช็ดพื้นผิวที่มีการสัมผัสด้วยน้ำยาทําความสะอาดหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ หลังการใช้ทุกครั้ง
4.หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุรวมถึง ผู้ที่มีโรคประจําตัวซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโควิด-19 รุนแรง
5.ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจํา โดยเฉพาะหลังจากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ ในบางพื้นที่หากไม่มีน้ำและสบู่ อาจถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ 70%
6.ไม่รับประทานอาหารร่วมวงกับผู้อื่น
เมื่อพ้นระยะ 5 วันแรกแล้ว แนะนําให้ปฏิบัติตามข้อ 2-6 ต่อไปอีก 5 วัน รวม 10 วัน หลังจากนั้น สามารถประกอบกิจกรรมทางสังคม และทํางานได้ตามปกติตามแนวทางวิถีชีวิตใหม่ เช่น การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น การทําความสะอาดมือ การรักษาระยะห่าง เป็นต้น
หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่ หรืออาการเดิมมากขึ้น เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ หายใจไม่สะดวก เบื่ออาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล หากต้องเดินทางไปสถานพยาบาล แนะนําให้สวมหน้ากากระหว่างเดินทางตลอดเวลา หลังจากครบกําหนดการกักตัวตามระยะเวลานี้แล้ว

