ชัชชาติ พร้อมแก้ผ้าตรวจสอบโกง ยอมรับยังมีเรื่องทุจริตอีกมากเหมือน ‘ช้างในห้อง’ หนุนภาคประชาชนร่วมตรวจสอบ สตง.ตรวจสอบแล้ว 1 โครงการ
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม., นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม., นายสมบูรณ์ หอมนาน รองปลัด กทม. และ ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค HAND Social Enterprise ผู้ร่วมพัฒนา actai.co ร่วมแถลงข่าวชี้แจงงบประมาณจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายภายในศูนย์กีฬาวารีภิรมย์ และศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีราคาสูงเกินจากราคาตลาด

นายชัชชาติกล่าวว่า เรื่องความโปร่งใส เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนในองค์การต้องทำ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.ฝ่ายบริหาร คือ ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ เลขาฯ และรองเลขาฯ 2.ฝ่ายราขการประจำ ลูกจ้างอีก 8 หมื่นคน และ 3.ฝ่ายสภา กทม.คอยตรวจสอบการทำงาน ซึ่งทั้งสามฝ่ายนี้ต้องทำงานให้สอดคล้องกัน
นายชัชชาติกล่าวว่า ขบวนการหรือตาข่ายป้องกันการทุจริต ให้ทำเป็น “4+1” ขั้นตอน คือเริ่มจาก 1.เรื่องงบประมาณการทำโครงการต่างๆ ทำเป็นร่างข้อบัญญัติ เป็นนโยบายทำข้อมูลโครงการ ต้องเริ่มดูให้รอบคอบ 2.เป็นการตรวจสอบของฝ่ายสภา กทม.ต้องให้โปร่งใส 3.การทำตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.งบประมาณ ให้อยู่ตามกรอบ 4.การตรวจรับงาน ให้เข้มข้นขึ้น และอีกหนึ่งคือ การเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชน โดยสามารถเข้าตรวจสอบโครงการของ กทม. ได้ในเว็บ actai.co ได้
“ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำงานอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายบริหารต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดและเพิ่มความละเอียดต่อโครงการให้มากขึ้น และต้องชี้แจงตามขั้นตอน ตามกฎ ระเบียบ พ.ร.บ.“ นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องให้ผู้รับผิดชอบมาชี้แจง อย่างที่บอกว่า เราต้องยอมรับว่าความไม่โปร่งใสเป็นเรื่องใหญ่ของทุกองค์กร ตนจึงต้องเข้ามาดูแลและรับผิดชอบอยู่แล้ว และขยายผลว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ไม่ได้แค่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สามฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า จุดที่ต้องปรับปรุงแน่นอนคือ การเสนอโครงการ ต้องใช้ความรอบคอบเพิ่มขึ้น การตรวจสอบของฝ่ายสภาต้องเข้มข้นขึ้น เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตต้องปรับปรุงเพิ่มเติม
“ผิด ก็ยืนยันว่าผิด ขบวนการในการตรวจสอบราคากลาง คงต้องให้เข้มงวดขึ้นและสามารถให้สังคมตรวจสอบได้ และขบวนการต่างๆต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน ของฝ่ายบริหารเองก็ไม่มีนโยบายไปก้าวก่ายฝ่ายอื่นหรือคณะกรรมการราคากลางอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบและให้ประโยชน์ต่อประชาชนกับราชการ ของเราเองก็มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกรุงเทพมหานคร (ศปท.กทม.) ก็จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า คือการปรับราคา อาจจะเอาราคาเก่า ก่อนที่ตนจะเข้ามาทำงาน เอามาเป็นฐาน แต่ต่อไปจะปรับปรุงทั้งระบบ และเชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องนี้ ยังมีปัญหาอื่นๆอีกที่รอการแก้ไข
“พูดตรงๆ ผมคิดว่ายังมีความไม่โปร่งใสอีกมาก แต่จะปรับปรุงให้ได้แน่นอน และเชื่อว่าประชาชนคือพลัง และยินดีเปิดเผยให้ตรวจสอบแก้ผ้าทั้งหมด ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการเก่าๆ หรือผู้ว่าฯ คนก่อนหน้านี้ อันนี้เป็นโครงการใหม่ที่เพิ่มเข้าไปเพื่อเติมเต็มงบประมาณให้เห็นว่ามันมีประโยชน์“ นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ปัญหามันมีมานานมากแล้ว เหมือน “ช้างในห้อง” ที่ฝังรากลึก แต่ราคาต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนดราคากลาง ตามที่กฎหมายกำหนด และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ 2 เดือนก่อน เราเอาจริงเอาจัง ไม่ยอมรับต่อกับการทำผิด ข้อมูลที่ออกมาประชาชนรับไม่ได้ เพราะราคาเกินไป อธิบายไม่ได้ ต้องมีผู้รับผิดชอบ
ด้าน นายศานนท์ กล่าวว่า การมีตาอยู่ไม่กี่ตา อาจทำให้การตรวจสอบไม่ละเอียดถี่ถ้วนเท่ากับการเพิ่มของประชาชนช่วยตรวจสอบ เรามีนโนบาย Open Bangkok ซึ่งทำงานกับภาคประชาสังคม ในมิติเรื่อง Open Contracting ทำอย่างไรให้ทุกสัญญาที่มี เมื่อเข้าสภาแล้ว เราเปิดเผยข้อบัญญัติงบประมาณ เป็นส่วนแรกที่ประชาชน สามารถเข้ามาดูได้ในเว็บไซต์ กทม. ว่ามีโครงการอะไรบ้าง สำนักไหนบ้าง
นายศานนท์กล่าวว่า ปี 2568 อยู่ในช่วงการจัดทำร่างข้อบัญญัติ ถ้าเสร็จแล้วจะเปิดเผยให้คนเข้ามาตรวจสอบได้ พอผ่านตัวร่างข้อบัญญัติเข้าสู่ขั้นตอน 3, 4 เอาทุกโครงการเข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) กรมบัญชีกลาง ให้กรอกทุกโครงการ สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ ให้ทุกโครงการสามารถตรวจสอบได้ โดยมีการใช้ AI ตรวจว่าถ้าราคาที่ผู้เสนอราคาอยู่ใกล้ราคากลางเกินไป ก็จะมีธงขึ้น ซึ่งปกติ 3-4 เจ้า หรือราคาต่ำไป 40% เพื่อเอางานก่อน ก็จะมีธงแจ้งเตือน
“ทั้งหมดผมคิดว่าสิ่งที่เป็นหัวใจคือ การตรวจสอบของภาคประชาชน แล้วทำให้คนมีเจตนาไม่ดียากขึ้น” นายศานนท์กล่าว
นายศานนท์กล่าวว่า กทม.มีกระบวนการสอบเทียบราคา มีกระบวนการจัดทำ ร่างรายละเอียดขอบเขตของงานทั้งโครงการ (TOR) และประมูล สิ่งที่น่าสนใจใน Actai ถ้ากดเข้าไปในบริษัทที่ชนะ จะเห็นว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้สัญญามีตั้งแต่ปี 2565 เป็นปีที่เริ่มมาก่อนที่จะเข้ามากำหนดราคากลาง ที่เสนอมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 เป็นราคาที่สูงพอสมควร ประมาณกว่า 6 แสนบาท โดยในปี 2566 มีการจัดซื้อ และปี 2567 ได้ออกข่าวออกไป

ด้าน ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ กล่าวว่า ตนนั้นมาในฐานะภาคประชาชน ช่วยติดตามตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ กทม. ว่าการติดตามการทำงานของภาครัฐทำได้อย่างไร ประชาชาชนต้องทำอย่างไร
“สิ่งที่สำคัญคือ ประชาชนต้องมีข้อมูล ถ้าประชาชนมีข้อมูล เราจะรู้ว่าโครงการราคาแพงเกินไปหรือไม่ สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตหรือไม่ เพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น กทม. ป.ป.ช. ปปท. และ สตง. สามารถทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ผศ.ดร.ต่อภัสสร์กล่าว
ผศ.ดร.ต่อภัสสร์กล่าวว่า เว็บไซต์ actai สามารถหาข้อมูลได้เลย โดยข้อมูลเป็นทางการ เพราะเอามาจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) กรมบัญชีกลาง ดึงมาเชื่อมกับข้อมูลนิติบุคคลของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเชื่อมดูผู้เสนอราคา ผู้ถือหุ้น หรือคณะบริษัท
ปัจจุบันตั้งแต่ปี 2558-2567 มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด 36 ล้านโครงการ โครงการที่ผ่านกรมบัญชีกลาง ระบบ e-GP โดยงบประมาณเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านบาท ทั้งหมดประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย สามารถส่งเรื่องไป กทม. ไปหน่วยงานร้องเรียน เพื่อตรวจสรอบต่อได้
“ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือให้ประชาชน มีสิทธิสร้างความเปลี่ยนแปลงเพราะ การแก้ไขปัญหา และป้องกันคอร์รัปชั่นที่ดีที่สุดคือประชาชน” ผศ.ดร.ต่อภัสสร์กล่าวทิ้งท้าย


ด้าน นายสมบูรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบโครงการดังกล่าว ได้ทำตามขั้นตอน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ครบถ้วน ซึ่งเป็นการจัดซื้อจัดจ้างวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เปิดเผยต่อสาธารณชนอยู่แล้ว ซึ่งการกำหนดราคากลาง กทม.ไม่ได้เป็นผู้ตั้งราคาเอง แต่ทำตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการกำหนดราคา ไปสืบราคาในท้องตลาดไม่น้อยกว่า 3 ราย โดยต้องเป็นผู้ประกอบการในกิจการนั้นๆ ซึ่งคณะกรรมการได้สืบกับบริษัทที่มีกิจการขายเครื่องออกกำลังกาย เมื่อสืบราคาแล้วก็จะกำหนดราคาต่ำสุดเป็นราคากลาง แล้วให้ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบ เข้าสู่กระบวนการ e-bidding ต่อไป โดยกรมบัญชีกลางเป็นผู้ประกาศ
“ผู้ประกอบการต้องเข้าสู่ระบบ e-bidding ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งแต่ละหน่วยงานไม่มีสิทธิรู้ว่ามีใครจะประมูลบ้าง เราจะทราบได้เมื่อมีผู้ชนะการประมูลแล้วว่ามีกี่เจ้ากี่ราย ราคาประมูลเท่าไหร่ ต่อมาคณะกรรมการจะประกาศผู้รับจ้างให้เป็นไปตามกระบวนการ ซึ่งถ้าไม่เกินราคากลางก็จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป” นายสมบูรณ์กล่าว
“ขอเชิญชวนให้เข้ามาประมูลกันเยอะๆเลย กทม.ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปซื้อที่ราคาสามสี่แสน ถ้าซื้อสามหมื่นได้ก็ดี ซื้อแสนสองแสนได้ก็ยิ่งดี ถ้าเขายอมรับความเสี่ยงและเงื่อนไขตามสเปก โดยเครื่องออกกำลังกายของ สวท. 1 วัน ใช้งาน 8 ชั่วโมง ต่อเนื่อง เมื่อเกิดการชำรุด ผู้รับจ้างต้องมาเปลี่ยนอุปกรณ์ทันที ถ้าเปลี่ยนแล้วยังใช้ไม่ได้ผู้รับจ้างต้องยกเครื่องเก่าออก ตามเงื่อนไขตามสัญญา แล้วนำเครื่องใหม่มาแทน เพราะ กทม.เปิดให้บริการประชาชนทุกวันไม่มีวันหยุด เครื่องออกกำลังกายทุกชิ้นยังอยู่ ให้บริการปกติ” นายสมบูรณ์กล่าว
เมื่อถามว่าคณะกรรมการมีการสืบราคาอย่างไร นายสมบูรณ์กล่าวว่า มีการสืบราคาจากบริษัทที่มีความมั่นคง มีมาตรฐาน มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการทิ้งงาน มีบริการหลังการขาย เชื่อมั่นได้ว่าสินค้าต้องมีคุณภาพ
เมื่อถามว่า คณะกรรมการกำหนดราคากลางมีใครบ้าง นายสมบูรณ์กล่าวว่า คณะกรรมการกำหนดราคากลางจะมีการตั้งตามโครงการแต่ละชุด ซึ่งโครงการตามที่เป็นข่าวอำนาจผู้สั่งซื้อสั่งจ้าง อยู่ในระดับผู้อำนวยการกอง ตามวงเงินที่ผู้ว่าฯ กทม.ให้อำนาจอนุมัติไว้ ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นข้าราชการภายใน หรือหน่วยงานภายนอกเพื่อพิจารณา ซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่สามารถสั่งให้ซื้อของบริษัทที่ถูกกำหนดไว้ ยกเว้นว่าเห็นควรมีการปรับปรุงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อราชการ โดยเจตนาของกฎหมายไม่อยากให้บุคคลภายนอก ผู้บังคับบัญชา มาบงการ มาสั่งได้
“หากคณะกรรมการกำหนดราคากลางทำผิดขั้นตอน หรือมีการทุจริต ต้องมีการลงโทษอยู่แล้ว ตอนนี้ทาง สวท.ได้ชี้แจงกับ สตง. 1 โครงการแล้ว ส่วนโครงการที่เหลือจะมีการชี้แจงในเร็วๆ นี้ โดยนายชัชชาติก็ให้ทาง ศปท.กทม.ตรวจสอบอีกด้านหนึ่งด้วย” นายสมบูรณ์กล่าว


