แจ้งความ หัวหน้าคลองพระยา ชาวบ้าน-ลูกน้องสุดทนพฤติกรรมรุกป่า พบโทรศัพท์ติดต่อผู้ต้องหา 200 กว่าครั้ง

7.06.24 | 17:30 น.

แจ้งความ หัวหน้าคลองพระยา ชาวบ้าน-ลูกน้องสุดทนพฤติกรรมรุกป่า พบโทรศัพท์ติดต่อผู้ต้องหา 200 กว่าครั้ง

กรณีที่ทีมเฉพาะกิจ พญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าตรวจสอบพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา พบมีการบุกรุกพื้นที่ป่า กว่า 200 ไร่ พบ ‘หัวหน้า’ มีเอี่ยวบุกรุกที่ป่า โดยนายโสภณ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา จ.กระบี่ ถูกผู้นำชุมชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ซึ่งรับไม่ได้กับพฤติกรรมของหัวหน้า ไม่ไหวที่มีการปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินจำนวนหลายแปลง ปล่อยให้มีการตัดโค่นไม้ยางพารา ซึ่งตามกฎหมายยังไม่สามารถดำเนินการได้ รวมถึงการปล่อยให้มีการเก็บหาประโยชน์ในพื้นที่แปลงที่มีการดำเนินคดีแล้ว ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา โดยล่าสุด นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีคำสั่งด่วนให้ย้ายนายโสภณเข้าไปประจำที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) 5 นครศรีธรรมราชแล้วนั้น

 

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายอรรถพลให้สัมภาษณ์กับมติชนออนไลน์ ว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุดได้ให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายโสภณ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยาแล้ว ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ บุกรุกพื้นที่ป่า ที่สถานีตำรวจภูธร จ.กระบี่

Advertisement

“ส่วนที่หลายคนในโซเชียลพากันบ่นว่าทำผิดขนาดนี้ทำได้แค่ย้ายเองหรือ ขอชี้แจงว่า ในระเบียบราชการนั้นตามขั้นตอนต้องทำแบบนี้ ซึ่งการสั่งย้ายนั้นเป็นวิธีการลงโทษที่รุนแรงที่สุดในเบื้องต้นแล้ว หากเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรงนั้น แค่ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วดำเนินการตามขั้นตอนความผิดเท่านั้น ส่วนเรื่องนี้เมื่อย้ายแล้ว ตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว ในทางคดีอาญา ก็ดำเนินการไป

 

นายอรรถพลกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณพื้นที่ที่นายชัยวัฒน์และทีมพญาเสือเข้าไปตรวจสอบนั้นถูกแผ้วถาง เนื้อที่ประมาณ 10.39 ไร่ และพบตอไม้เพิ่งถูกตัดโค่นใหม่กระจายอยู่ทั่วในพื้นที่ เพื่อที่จะปลูกต้นปาล์มน้ำมัน โดยในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบพื้นที่อยู่นั้น พบบุคคลเพิ่มเติมในพื้นที่ จำนวน 2 คน ทราบชื่อภายหลังคือ นางอำนวย และนางจุทามาศ (สงวนนามสกุล) ซึ่งรวมทั้ง 3 คน ได้เข้ายึดถือ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ และอ้างว่าเป็นพื้นที่ทำกินดั้งเดิม แต่ทิ้งร้างไม่ได้เข้าทำประโยชน์มามากกว่า 20 ปี และได้กลับมาแผ้วถางพื้นที่ดังกล่าวเป็นเวลา 2 เดือน อีกทั้งยังอ้างว่าได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์จากหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยาคนปัจจุบันแล้ว และหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ตนจึงคิดว่าพื้นที่ดังกล่าวสามารถเข้าทำประโยชน์และปลูกปาล์มน้ำมันได้

“คณะเจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ร่วมกันตรวจวัดพื้นที่บุกรุกได้เนื้อที่ประมาณ 10.39 ไร่ ซึ่งอยู่ในแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา รวมถึงซ้อนทับกับป่าสงวนแห่งชาติป่าปลายคลองพระยาตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา มาตราส่วน 1:50,000 และตรวจสอบกับภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี ปี 2545 และภาพถ่ายดาวเทียม ปี 2564 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติสมบูรณ์ ไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์มาก่อน เป็นเหตุให้คณะเจ้าหน้าที่ฯตรวจยึดพื้นที่และของกลางอุปกรณ์ในการกระทำความผิด จำนวน 4 รายการ คือ รถกระบะบรรทุกกล้าปาล์มน้ำมัน, กล้าปาล์มน้ำมัน 22 ต้น, มีดพร้า 2 ด้าม และจอบ 2 ด้าม และได้ทำบันทึกจับกุมพร้อมนำตัวทั้ง 3 คนส่ง สภ.ปลายพระยา เพื่อดำเนินคดีต่อไป” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าว

นายอรรถพลกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการขยายผลไปยังอีกแปลงที่มีการร้องเรียนว่ามีการบุกรุก แผ้วถางป่า เนื้อที่ 20 กว่าไร่ ซึ่งดำเนินการโดยนายมงคลเช่นกัน จึงได้นำตัวนายมงคลไปยังแปลงบุกรุก พร้อมแสดงหลักฐานการร้องเรียน และนายมงคลจำนนต่อหลักฐาน โดยได้ยอมรับว่าตนเป็นผู้บุกรุกแผ้วถางป่าแปลงดังกล่าวจริง แต่ตนบุกรุกแผ้วถางแค่ 4 ไร่ ไม่ได้บุกรุกทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งความบุกรุกแผ้วถางป่าแก่นายมงคล อีกแปลงเพิ่มเติม

“นายชัยวัฒน์รายงานว่า จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า นายมงคลเป็นคนกว้างขวาง มีอิทธิพลในพื้นที่ และได้มีการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ และมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ ซึ่งแม้ว่าตอนแรกนายมงคลจะปฏิเสธว่าไม่เคยติดต่อและไม่รู้จักนายโสภณ แต่จากการตรวจสอบโทรศัพท์แล้วพบว่าใน 1 เดือน มีการโทรศัพท์พูดคุยกันมากกว่า 200 ครั้ง โดยคาดว่าน่าจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงทราบอีกว่ามีการจ่ายเงินเพื่อเข้าไปดำเนินการบุกรุก แผ้วถางพื้นที่ป่าด้วย” นายอรรถพลกล่าว

นายอรรถพลกล่าวว่า จากการตรวจสอบยังพบว่า กลุ่มขบวนการดังกล่าวยังมีพฤติกรรมการข่มขู่เอาชีวิตกับผู้แจ้งเบาะแสด้วย