เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 103 พสกนิกรต่างใช้วันหยุดยาวซึ่งเป็นวันหยุดชดเชยวันมาฆบูชา มาเข้าคิวสักการะพระบรมศพ ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย แดดไม่ร้อนอบอ้าวมากนัก โดยต่างปลาบปลื้มใจที่ได้เข้ากราบสักครั้งในชีวิต
นางบานชื่น พันธุดา อายุ 65 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับนางพรรัตน์ ราชฉวาง อายุ 63 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนบ้านบางใหญ่ จ.สุราษฎร์ธานี และเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งเดินทางมาสักการะพระบรมศพจากย่านลาดกระบัง กรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วง 08.00 น. และได้เข้ากราบในเวลา 10.00 น. โดยนางบานชื่นกล่าวว่า ก่อนจะได้มากราบสักการะพระบรมศพก็ได้เตรียมตัวศึกษาขั้นตอนต่างๆ มาก่อนจนกระทั่งได้มาเป็นวันแรก เมื่อได้ขึ้นไปแล้วก็รู้สึกตื้นตันใจมาก ที่ผ่านมาประทับใจในพระราชกรณียกิจต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งเรื่องการทรงงานหนัก และการดูแลประชาชน ทั้งความพอเพียง อย่างยาสีฟัน ก็ตัดแล้วใช้ยาสีฟันข้างในต่อได้อีกเป็นสัปดาห์ ส่วนตัวเป็นครู ก็ได้นำเอาพระราชกรณียกิจ พระราชประวัติต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสอนต่อกับเด็กๆ ว่าพระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทย แม้ว่าพระองค์จะประทับอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เพราะเรื่องราวต่างๆ ของพระองค์ถือเป็นเรื่องประทับใจคนไทยทุกคน และทำให้เราภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย

ด้านนางพรรัตน์กล่าวว่า อดีตเคยรับราชการครูที่โรงเรียนเมือง จ.นราธิวาส มาก่อน ซึ่งมีพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ตั้งอยู่ จำได้ว่าตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเลี้ยงให้กับราษฎร ก็มีโอกาสได้เข้าไปร่วมงาน จำได้ว่าประชาชนทุกคนมีความรู้สึกประทับใจ และปลื้มปริ่มอย่างมาก ทั้งยังมีโอกาสได้รับเสด็จเมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯมาทอดพระเนตรการแข่งเรือด้วย ทำให้รู้สึกประทับใจ คนหลายคนอาจคิดว่าชายแดนใต้น่ากลัว แต่พระองค์ก็ยังเสด็จฯมาประทับที่นราธิวาส ทำให้เราประทับใจมาก ที่ผ่านมาก็ได้สอนให้นักเรียนได้รู้เรื่องพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์มาตลอด ทั้งเรื่องความขยัน ที่พระองค์ทรงเป็นองค์ต้นแบบของการทรงงานหนัก
ด้านครอบครัวพิณะเวศน์ อย่างนางพรกมล อายุ 50 ปี และนายรัฐวิทย์ อายุ 53 ปี ที่พาลูกสาวมากราบสักการะพระบรมศพ จากสายไหม กล่าวร่วมกันว่า มากราบสักการะพระบรมศพโดยรถเมล์ฟรีจากสนามม้านางเลิ้งเป็นครั้งแรก ตลอดเส้นทางเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกดี เป็นระเบียบตลอดเส้นทาง ประทับใจมากเหมือนดั่งเป็นแขกของพระราชาจริงๆ รวมทั้งวันนี้เป็นวันที่อากาศดี เมื่อเข้ามาในรั้วพระบรมมหาราชวังก็มีลมเย็นตลอดทาง จึงอยากให้ทุกคนที่คิดว่าลำบากได้ทราบว่าไม่เป็นอย่างที่คิด และได้รับความสะดวกตลอดทาง

“ครอบครัวของเราประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอย่างมาก พระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้ประชาชนได้ดำเนินรอยตาม โดยเฉพาะเรื่องความอดทน มุมานะอุตสาหะ ที่จะทรงงานหนักเพื่อประชาชน ก็ได้ยึดใช้ตลอดมา รวมทั้งความกตัญญูต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ถือเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะไม่สามารถทำได้เทียบเท่า แต่ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งให้มาประยุกต์ใช้ได้เล็กน้อยก็ยังดี หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคต ครอบครัวก็จะสวดภาวนา และนั่งสมาธิ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์เสมอ รวมทั้งการทำงานที่ ธ.ก.ส. ที่ต้องทำงานกับเกษตรกร ก็จะนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรด้วย” นางพรกมลกล่าว
น.ส.ประภัสสร มาวงษ์นอก อายุ 29 ปี ใช้โอกาสช่วงวันหยุดยาวมาฆบูชา พาพ่อและแม่ขับรถจาก จ.ภูเก็ต มากราบสักการะพระบรมศพ โดยมาถึงท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 03.00 น. ก่อนได้กราบสักการะพระบรมศพในเวลา 09.45 น. เผยว่า ตั้งใจอยากมากราบสักการะพระบรมศพนานแล้วเช่นเดียวกับพ่อและแม่ จึงอาศัยวันหยุดยาวเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก ส่วนตัวรู้สึกประทับใจและปลาบปลื้มในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอย่างมาก จากที่ได้ดูสารคดีพระองค์เสด็จฯไปยังถิ่นทุรกันดารทุกหนแห่ง แม้กระทั่งชาวเขาที่ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันแต่ก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ ให้อาชีพให้ความรู้จนสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้

“เมื่อก่อนครอบครัวไม่ได้มีฐานะดีมากนัก แต่หลังน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ทำสวน นำผลผลิตที่ได้ขายบ้าง แบ่งให้เพื่อนบ้านบ้าง โดยนอกจากปลูกทุเรียนแล้ว ยังมีพืชผักสวนครัวต่างๆ อีกหลายอย่างตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานคำแนะนำไว้ ทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวได้มีกินมีใช้อย่างพอเพียง พ่อจึงบอกตลอดว่าที่ครอบครัวเรามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงใส่พระราชหฤทัยดูแลสารทุกข์สุกดิบของประชาชน และทรงแก้ปัญหาด้วยพระอัจฉริยภาพ นอกจากนี้พ่อยังสอนให้รู้คุณค่าของเงิน ทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนใช้” น.ส.ประภัสสรกล่าว

