วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณประติมากรรมปูดำ ริมเขื่อนหน้าเมืองกระบี่ จ.กระบี่ กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จังหวัดกระบี่ นำโดยตัวแทน ภาคธุรกิจท่องเที่ยว และภาคประชาชน ภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หอการค้าจังหวัดกระบี่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน รวมจำนวนประมาณ 600 คน รวมตัวกันชุมนุม และอ่านแถลงการณ์แสดงเจตนารมณ์คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 800 เมกะวัตต์ ที่จะมีโครงการก่อสร้างขึ้นที่บ้านคลองรั้ว ตำบลคลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีสั่งชะลอโครงการ จากนั้นร่วมเดินขบวนจากลานประติมากรรมปูดำ ผ่านย่านการค้าตัวเมืองกระบี่ มุ่งหน้าไปที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อรณรงค์คัดค้านโครงการสร้างโรงไฟฟ้า และโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง

ภายหลังเคลื่อนขบวน นายอมฤต ศิรพรจุฑากุล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.กระบี่ ในฐานะตัวแทนของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้อ่านแถลงการณ์ว่า ที่มาร่วมกันในวันนี้ย่อมประจักษ์ชัดแก่สายตาชาวโลกว่าเราไม่ต้องการให้จังหวัดกระบี่ถูกทำลายจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราต้องการรักษากระบี่ให้เป็นแหล่งอาหารการเกษตรการท่องเที่ยวสืบไป เป็นมรดกสำคัญแก่ลูกหลานซึ่งเป็นภาระของคนรุ่นเราที่พึงกระทำ พลังของคนกระบี่เป็นพลังบริสุทธิ์ ไม่มีผู้ใดถูกว่าจ้างมาด้วยวิธีการอื่นใด ทุกคนมาด้วยหัวใจแห่งการปกป้อง เราจะร่วมใจกันขจัดภัยคุกคามจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจนถึงที่สุด ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม เพราะความหายนะที่จะเกิดขึ้น เพราะนั้นคือการฆ่าประชาชนทั้งอันดามัน
“ดังนั้น เพื่อให้รัฐบาลรับทราบข่าวชาวกระบี่ ไม่มีวันยอมก้มหัวให้กับการเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ เราจะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลและจะอยู่ที่นั่นจนกว่ารัฐบาลจะยกเลิก และขอเชิญทุกคนในที่นี้รวมถึงทุกคนในประเทศไทยรวมตัวพร้อมกันที่ทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.00 น. เราจะยอมสละยิ่งชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินกระบี่และทะเลอันดามัน เราจะไม่ยอมให้โรงไฟฟ้าถ่านหินมาทำลายชีวิตผู้คนจนพังยับเยิน 100 จากเผาโรงไฟฟ้าถ่านหินจำลองนี้เพื่อส่งสัญญาณถึงรัฐบาลว่าเราจะไม่ยอมอีกต่อไป เราจะใช้วิธีการอหิงสามาทำหลายครั้งและถูกรัฐบาลหลอกทุกครั้ง ครั้งนี้เราจะไม่ยอมอีกต่อไป” นายอมฤตกล่าวในแถลงการณ์

ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาจังหวัดกระบี่ มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวปีละกว่า 8 หมื่นล้านบาท รายได้จากภาคการเกษตร ปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าเมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบทั้ง 2 ภาคส่วน และสุขภาพของประชาชนรอบโรงไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะนำความเห็นของภาคเอกชนเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน และหันมาสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งพลังงานทางเลือกในพื้นที่ จ.กระบี่ มีเพียงพอที่จะผลิตเองใช้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาถ่านหิน

