‘วัชรินทร์’ อัยการร่วมสอบคดีจับเรือน้ำมันเถื่อน เผยคดีนี้ อสส.ตั้งเป็นคดีนอกราชฯ เป็นคดีมีอัตราโทษสูง ต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก คนให้ประกันเป็น ปอศ.ไม่เกี่ยวกับอัยการ ระบุยังไม่พบชื่อ ‘เสี่ยจ.’ เอี่ยว
สืบเนื่องจากกรณี การจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เเละเกิดเรือของกลางหายนั้น
- ‘บิ๊กก้อง’ฉุนขาด เรือน้ำมันเถื่อนของกลาง 3 ลำ หายพร้อมลูกเรือ บิ๊กเต่ารุด สอบตร.น้ำสัตหีบ
- ‘กิตติ์รัฐ’ เผยไม่ได้รายงาน ‘นายกฯ’ ปมเรือน้ำมันเถื่อนหาย ลั่นฟันจนท.มีเอี่ยว ทั้งวินัย-อาญา
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวถึงคดีดังกล่าวว่า ทางตำรวจกองบัญชาการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) มีหนังสือกราบเรียนท่านอัยการสูงสุดมาเมื่อวันที่ 25 มี.ค.2567 อ้างว่า มีการจับกุมเรือทั้งหมด 5 ลำ ซึ่งมีการบรรทุกน้ำมันเถื่อนโดยมีผู้ต้องหาทั้งหมด 28 คน ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร
โดยขั้นตอนก่อนที่จะถึงอัยการสูงสุด คดีจะต้องผ่านสำนักงานการสอบสวนสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นสำนักงานที่จะรับผิดชอบคดีนอกราชอาณาจักร เมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักรก็ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 ปอศ. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ พร้อมกับมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พ.ค.2567 ให้มีอัยการเข้าไปร่วมการสอบสวน โดยมีอัยการ 2 คนมีตนเป็นหัวหน้าทีม เข้าไปร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน ปอศ. เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนก็มีการปรึกษาหารือเบื้องต้นและอยู่ระหว่างการนัดหมายประชุมพนักงานสอบสวนในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ และก็เกิดเหตุการณ์ของกลางหายไปจำนวน 3 ลำ ทั้งที่ยังไม่ได้มีการประชุมกัน
ทั้งนี้ แม้เรือจะหายไปแล้วแต่ก็ต้องแยกคนละส่วน เพราะการกล่าวหาในคดีน้ำมันเถื่อนนี้เป็นการกล่าวหาโดยชุดจับกุม ซึ่งประกอบด้วยตำรวจน้ำเเละตำรวจ ปอศ.จับกุมได้เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2567 การจับกุมเรือทั้ง 5 ลำที่มีการบรรทุกน้ำมันได้ที่บริเวณอ่าวไทยในจุดของใกล้แท่นขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียมจัสมิน จะเป็นคดีหลัก ในการทำบันทึกการจับกุมมีของกลางเป็นเรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 5 ลำ ซึ่งมีที่บรรทุกน้ำมัน 3 ลำอีก 2 ลำไม่มีน้ำมัน โดยกล่าวหาว่าเรือทั้ง 5 ลำร่วมกันเทียบเรือเพื่อถ่ายน้ำมันเลยจับมาทั้งหมด
ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดเรื่องเจ้าของเรือ แต่ผู้รับผิดชอบเป็นนายท้ายผู้ควบคุมเรือทั้งหมด 5 ลำมีผู้ถูกกล่าวหา 28 ราย คือ นายสุนทร เขียวสุวรรณ กับพวกเป็นผู้ต้องหา มีน้ำมันอยู่ในเรือ คนที่ถูกจับใน 28 รายมีทั้งคนไทย พม่า ลาว และกัมพูชา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย ทำหน้าที่เป็นลูกเรือ ควบคุมเรือ มีการแจ้งข้อหาร่วมกันพยายามนำเข้ามาหรือส่งออกภายนอกราชอาณาจักร ซึ่งของที่ยังไม่ผ่านวิธีทางศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯมาตรา 242 ฐานร่วมกันซ่อนเร้นช่วยจำหน่ายช่วยพาไปเสียในทรัพย์ (น้ำมัน) อันของพึงต้องรู้ว่าเป็นของเกี่ยวเนื่องในความผิดดังกล่าว เเละ พ.ร.บ.สรรพสามิตรฯ ในกรณีร่วมกันบรรทุกของลักลอบหนีศุลกากรหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดร่วมของการขาย หรือมีไว้ซึ่งของสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ถูกต้อง ฉะนั้นข้อกล่าวหาจะมีทั้ง พ.ร.บ.ศุลกากรฯ และ พ.ร.บ.สรรพสามิตร เท่าที่ทราบจากพนักงานสอบสวนคือ หลังจากแจ้งข้อกล่าวหามีการประกันตัวไป 28 คนและให้ไปเฝ้าอยู่ในเรือดังกล่าว
โดยข้อกล่าวหาดังกล่าวมีอัตราโทษสูงและมีเรื่องค่าปรับที่เป็นจำนวนมาก จากจำนวนราคาที่นับจากปริมาณน้ำมันเป็นหลายเท่าตัว เรื่องที่ให้ประกันเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน ปอศ.เพราะตอนนั้นอัยการยังไม่เข้าไปร่วมสอบสวน
แต่เมื่อตอนพนักงานสอบสวน ส่งมาว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักรฯหรือไม่ ทางพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการส่งคำให้การมาให้พนักงานอัยการบางส่วน เพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณา ว่าเป็นคดีนอกราชฯหรือไม่ และเมื่อเป็นคดีนอกราชอาณาจักรแล้วเป็นอำนาจอัยการสูงสุดโดยตรง ตาม ป.วิอาญา มาตรา 20 ซึ่ง อสส.สามารถให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนฝ่ายเดียวก็ได้ แต่เรื่องนี้อัยการสูงสุดเห็นว่าเป็นคดีสำคัญเลยมอบหมายอัยการสำนักงานการสอบสวนเข้าไปร่วมสอบสวน
ส่วนที่ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มีชื่อของ เสี่ย จ. เข้ามาเกี่ยวคดีนี้ด้วยหรือไม่นั้น ในเบื้องต้นที่พนักงานสอบสวนทำมายังไม่มีชื่อนี้ปรากฏมีแต่ชื่อ นายเล็ก ชื่อโจ้ยังไม่มี ก็ต้องดูว่าการสืบสวนสอบสวนหลังจากนี้ เพราะตอนนี้เป็นการเริ่มต้นเข้าไปร่วมสอบสวน ซึ่งอำนาจการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดเพียงแต่ผู้เดียว
ส่วนชื่อ เสี่ย จ. ตนทราบชื่อนี้เพราะเคยไปร่วมสอบสวนในคดีนอกราชอาณาจักรเหตุเกิดที่จังหวัดสงขลา ตอนนั้นสำนักงานตำรวจเเห่งชาติตั้งเป็นคณะทำงานชุดใหญ่มีการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมานานมาก เรื่องดังกล่าว ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร ตั้งเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ตั้งตนเป็นอัยการร่วมสอบเเละสั่งฟ้อง เสี่ย จ. ไปเเล้ว เพียงแต่ขณะนั้นไม่ได้ตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องเรื่องจากหลบหนี จึงยังไม่สามารถฟ้องคดีได้ ซึ่งข้อหาในคดีที่สงขลาฯก็คล้ายๆ คดีนี้
“ถ้าพูดกันตามพยานหลักฐานก่อนตอนนี้ยังไม่พบชื่อปรากฏในคดีนี้แต่แค่ถ้ามีการสอบสวนโดยทางเราเข้าไป ที่เรียกว่าไปกำกับควบคุมการสอบสวนได้ก็เพราะว่าอัยการมีอำนาจในการออกคำสั่งเเละคำแนะนำให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของอัยการ ถ้าเราเข้าไปเเสวงหาพยานหลักฐานแล้วถ้าพบว่ามีใครเกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินคดีไป หลังจากประชุมกันเสร็จก็จะเป็นการกำหนดทิศทาง อย่างที่เรียนว่าการเข้าไปร่วมสอบสวนขอวอัยการในคดีนอกราชอาณาจักรไม่เหมือนคดีเยาวชนฯ อันนั้นไปร่วมสอบสวนแค่ปากใดปากหนึ่งเท่านั้นโดยเฉพาะปากเด็ก เเต่ถ้าเป็นคดีนอกราชฯอัยการจะเข้าไปให้คำเเนะนำเเละออกคำสั่งได้ ในส่วนของกลางเรือ 3 ลำที่หายไปไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องเรือหายเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องดำเนินการเองไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้” รองอธิบดีอัยการสอบสวนระบุ

