สมศักดิ์ ประกาศจุดยืนไม่หนุนให้ขยายเวลาเปิดสถานบริการ หลังพื้นที่นำร่อง เปิดตี 4 ตัวเลขผลกระทบเพียบ “ตายบนถนน” พุ่ง 13.4% แถมไม่ช่วยเรื่องเศรษฐกิจ ข้อมูลชี้ชัด นทท.จังหวัดอื่นมีรายได้สูงขึ้นกว่า 103%
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครั้งที่ 3/2567 โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนให้ความสำคัญกับเครื่องมือการดำเนินงาน ก็คือ กฎหมาย หรือ กฎกระทรวง ซึ่งถ้าถึงเวลาที่ต้องทำ แต่ไม่ทำ ก็จะส่งผลให้งานส่วนรวมไปไม่ได้ และจะเกิดความเสียหาย ดังนั้น การดำเนินงาน หากต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ที่กำหนดให้ทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ภายใน 2 ปีด้วย
“ข้อมูลผลการศึกษาเกี่ยวกับการนำร่องเปิดสถานบริการถึงตี 4 จะต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและพิจารณา แต่จุดยืนของสธ.เราไม่ได้สนับสนุนให้มีการขยายวลาและพื้นที่การจำหน่ายโดยดูจากข้อมูลสถิติตัวเลขและกฎหมายทุกมุ่ม อย่างไรก็ตามการสธ.ไม่ได้ทำงานด้านนี้และจบที่สธ.ฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันยังมีการเสนอร่างแก้ไข (ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …ถึง 5 ฉบับที่นำเสนอจากฝ่ายต่างๆ” นายสมศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ นพ.ธงชัย การประชุมวันนี้มีเรื่องพิจารณาคือการร่วมรณรงค์งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันวิสาขบูชา ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นวันงดดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ต่อมาเป็นเรื่องการพิจารณากฎหมายพระราชบัญญัติที่ยังค้างอยู่ 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นการเยียวยารักษาผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ติดแอลกอฮอล์ ซึ่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นผู้ประสานให้ผู้ที่ต้องการเลิกแอลกอฮอล์เข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาล ฉบับที่ 2 คือ เรื่องฉลากคำเตือนบนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะต้องทำกฎหมายให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ ฉลากคำเตือนจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายที่มีการออกไปก่อนหน้าไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของสรรพสามิต กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ฉะนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังสามารถใช้ฉลากเดิมอยู่ต่อได้
นพ.ธงชัยกล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้พูดถึงภาพรวมพบข้อมูลสถานบริการในพื้นที่ที่มีขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มเกิดผลกระทบมากกว่าพื้นที่ที่ไม่ขยาย โดยพบว่า 1.การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ช่วงตี 2 – 6 โมงเช้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากปี 2566 โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีสถานบริการมาก เช่น ชลบุรี ภูเก็ต กรุงเทพมหานคร เพิ่มถึงร้อยละ 23 2.สถิติคดีเมาแล้วขับระหว่างเดือนธันวาคม 2566 – มีนาคม 2567 ในจังหวัดนำร่องเพิ่มมากขึ้น 3.ความรับผิดชอบของผู้ขายในเขตโซนนิ่งยังไม่เป็นไปตามที่คาดทั้งหมด เช่น การดำเนินการของสถานบันเทิงที่เรียกรถบริการมาให้ลูกค้าหากวัดแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ พบไม่ดำเนินการร้อยละ 85.6 ไม่วัดแอลกอฮอล์ลูกค้าก่อนออกจากร้านร้อยละ 84 ไม่ตามญาติมารับหากลูกค้าที่เมาไม่ยอมให้เรียกรถบริการร้อยละ 75.8 ยังจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนมึนเมาไม่ได้สติร้อยละ 56.2 ไม่ตรวจบัตรประชาชนบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีห้ามเข้าร้อยละ 13.8 4.รายได้ที่เพิ่มอาจไม่ใช่เรื่องการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์อย่างเดียว และ 17 จังหวัดเมืองหลักที่ไม่ขยายเวลาก็มีอัตราการเติบโตมากกว่า และ 5.ปัญหาอื่นๆ ที่กำลังติดตามมาจากการเยี่ยมพื้นที่และหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ในพื้นที่จ.ชลบุรี ภูเก็ต และกทม.ซึ่งพบเหตุเดือดร้อนรำคาญจากคนเมาสุรา กัญชา และเสียงดังรบกวน ภาระงานของตำรวจและห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเพิ่มและมีขีดจำกัด แหล่งกำเนิดของธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ทั้งยาเสพติด การมั่วสุมของเยาวชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลวิเคราะห์หลังการนำร่องเปิดสถานบริการถึงเวลา 4.00 น. ใน 5 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเทียบข้อมูลระหว่างปี พ.ศ.2566 กับ พ.ศ.2567 พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 171,340 มาเป็น 265,826 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 55.1 แต่ขณะที่ 17 จังหวัดเมืองหลักที่ไม่ได้ขยายเวลา กลับมาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า โดยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 11,883 ล้านบาทในปี พ.ศ.2566 มาเป็น 24,143 ล้านบาทในปี พ.ศ.2567 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 103.2

