มูลนิธิเป็นหนึ่ง พาครอบครัวร้อง หมอ-พยาบาล วินิจฉัยผิดจนลูกไส้ติ่งแตก ดับคาห้องผ่าตัด ไร้เยียวยา สธ. ตั้งสอบด่วน พรุ่งนี้รู้ผลเบื้องต้น เตรียมเยียวยาตามกม.
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้พาครอบครัวผู้เสียหายจำนวน 2 รายจาก จ.นครราชสีมา เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกรณีการรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดโดยบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลพระทองคำเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา โดยมี นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตอารีรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน โดยมีการพูดคุยกับครอบครัวผู้เสียหายและมูลนิธิเป็นหนึ่งราว 1 ชั่วโมง
น.ส.ชลิดา กล่าวว่า ตนได้พาครอบครัวผู้เสียชีวิต 2 รายมาร้องเรียนวันนี้ จากทั้งหมดที่มีข้อมูลประมาณ 10 ราย ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นเหล่านี้จาก รพ.เดียวกันนี้ ตนไม่โทษทางผู้บริหารของ รพ. แต่โทษการทำงานของบุคลากรที่ปฏิบัติงาน เพราะประชาชนที่ร้องเรียนมาก็บอกว่าบุคลากรไม่ปฏิบัติงานตามมาตรฐาน อย่างเช่น พยาบาลนั่งเล่นมือถือ เท่าที่ทราบมาพบว่า รพ. มีหมออยู่ 5 คน ซึ่งตนเข้าใจว่าบุคลากรทำงานหนัก แต่เมื่อเป็นหมอแล้วก็ต้องอุทิศตนดูแลผู้ป่วยเหมือนญาติของตัวเอง ดังนั้นเรื่องนี้ต้องถอดบทเรียนเพื่อแก้ไข โดยสิ่งสำคัญคือประชาชนจะไว้ใจการรักษาพยาบาลของ รพ. ได้หรือไม่ เนื่องจากหลังเกิดเหตุการณ์ที่มีการเสียชีวิตขึ้น ทาง รพ. ก็ทำให้บริการรักษาตามปกติ และยังไม่มีการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต วันนี้ตนจึงมาเพื่อขอให้ทาง สธ. เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา
นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า จากกรณีที่มูลนิธิเป็นหนึ่งได้พาครอบครัวผู้เสียหายมาร้องทุกข์วันนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุข จะเร่งดำเนินการ โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะมีการประชุมกันในวันพรุ่งนี้ (21 มิ.ย.) คาดว่าหลังประชุมก็จะทราบผลในเบื้องต้นแล้ว ทั้งนี้ ตนยังไม่สามารถระบุได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เป็นการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ขอให้รอผลจากคณะกรรมการฯ ก่อน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ก็จะต้องมีการชดเชยเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในมาตรา 41 เพื่อการเยียวยาผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยจะมีการพิจารณาจากข้อมูลข้อเท็จจริงและแจ้งญาติเพื่อรับเงินเยียวยาตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิตมาก ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา จะส่งบุคลากรลงพื้นที่ไปดูแลญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อไป
“วันนี้มีกำนันเป็นตัวแทนชาวบ้านมาด้วย เพราะอยากมาแจ้งเรื่องที่มีการร้องเรียนปัญหา มาตรฐานการรักษาพยาบาลของบุคลากรใน รพ. ดังกล่าว เราก็รับฟังเพื่อถอดบทเรียนไปแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก สิ่งที่ต้องยอมรับคือจำนวนบุคลากรที่ทำงานมีจำนวนไม่เพียงพอต่อผู้ป่วย ทำให้บางครั้งหมอเองก็อาจจะเหนื่อย ขอให้ผู้ป่วยเห็นใจในส่วนนี้ แต่เราก็ยอมรับในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เช่นกัน” นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวและว่า เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ ตนและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสุ่มตรวจแต่ละ รพ. เพื่อดูว่าผู้รับบริการได้รับการดูแลตามมาตรฐานหรือไม่![]()

ด้าน นางฐานิยา ชาวดอนคา มารดาของเด็กหญิงวัย 4 ขวบที่เสียชีวิต ระบุว่า ตนและครอบครัวเชื่อว่าที่ลูกเสียชีวิตเนื่องจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดของแพทย์ รพ.พระทองคำ ทำให้ลูกได้รับการรักษาช้าจนเสียชีวิต เหตุการณ์เริ่มจากเมื่อวันที่ 25 ม.ค.2567 ลูกมีอาการไข้ ตัวร้อน แพทย์ทำการตรวจและวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งได้ให้ครอบครัวรับยาและกลับบ้าน ในระหว่างที่อยู่บ้านแม่สังเกตเห็นอาการลูกแย่ลง จนวันที่ 29 ม.ค.2567 ลูกเริ่มหอบ หายใจติดขัด จึงพาลูกกลับไปที่ รพ. อีกครั้ง ประมาณ 1 ทุ่ม แพทย์เข้ามาทำการตรวจวินิจฉัยพร้อมทำการเจาะเลือด ซึ่งบอกว่าต้องรอผลตรวจ 1 อาทิตย์ และให้ลูกนอน รพ. ซึ่งขณะนั่นลูกเริ่มปวดท้องหนัก งอแง และมีพยาบาลมาตรวจ บอกว่า ลูกสาวจะเป็นไส้ติ่ง ต่อมาเช้าวันที่ 30 ม.ค.2567 ทางทีมแพทย์ให้ยาแก้ปวด ลดไข้ จนประมาณเที่ยง ทาง รพ. ได้ทำเรื่องส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา จนช่วงเช้าวันที่ 31 ม.ค.2567 ทีมแพทย์ รพ.มหาราช ได้ตรวจด้วยการเอกซเรย์และนำลูกเข้าห้องผ่าตัดจนประมาณเที่ยง แพทย์แจ้งลูกสาวเสียชีวิตในระหว่างการผ่าตัด ด้วยสาเหตุ ติดเชื้อในกระแสเลือด ไส้ติ่งแตก ซึ่งทางครอบครัวมองว่า กระบวนการรักษาทั้งหมด มาจากการที่ ทีมแพทย์ใน รพ. แรกที่เข้ารับการรักษาไม่สามารถวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องได้ทำให้การรักษาล่าช้าและลูกสาวต้องเสียชีวิต และหลังเกิดเหตุทาง รพ. ไม่เคยติดต่อชี้แจงใดๆ กับครอบครัวเลย ตนจึงได้เข้ามาร้องเรียนเพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับครอบครัวใดอีก

