เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ ห้อง ร.103 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ มธ. จัดงาน “Direk Talk LookForward มองโลก มองไทย มองไปข้างหน้า” โดยแบ่งออกเป็น 3 Panel จาก 3 สาขาวิชา Panel 1 สาขาวิชาการระหว่างประเทศ เวลา 10.00 น. -12.00 น., Panel 2 สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ เวลา 13.00น.-15.00 น., Panel 3 สาขาวิชาการเมืองการปกครอง เวลา 15.00น.-17.00 น.
เวลา 13.00 น. เริ่มปาฐกถา Panel 2 สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ เรื่อง Safe Zone พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรื่อง เจียระไนมนุษย์ Gen Y และแนวทางรับมือในระบบราชการ โดยรศ.ดร.กมลพร สอนศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มธ. และดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร.นาอีม แลนิ
รศ.ดร.กมลพร สอนศรี กล่าวว่า เจเนอเรชั่นในระบบราชการ ประกอบด้วย
1. กลุ่มเจเนอเรชั่น Baby Boomers เป็นช่วงอายุใกล้เกษียณ มีคุณลักษณะเด่นคือ เป็นบุคคลอาวุโส มุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ค่อนข้างมีความจงรักภักดีกับองค์กร คุ้นชินการพูดคุยกันมากกว่า โดยมีสถิติที่น่าสนใจคือ ในทุกๆวัน จะมี Baby Boomers ประมาณ 1 หมื่นคนทั่วโลก จะเข้าสู่วัยเกษียณ ถ้าหันกลับมาดูในระบบราชการปัจจุบัน อาจจะพบว่า มีแพลนขยายอายุเษียณ นั่นแปลว่า กลุ่มคนเหล่านี้ยังมีคุณค่า มีประสบการณ์ มีความรู้และความสามารถให้กับระบบราชการอยู่
- กลุ่มเจเนอเรชั่น X คือช่วงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปจนถึงช่วง 55 ปี บุคคลกลุ่มนี้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ค่อนข้างเป็นอิสระ และชอบ Work Life Balance ชอบความหลากหลาย ไม่ค่อยชอบย้ายงาน โดยมีสถิติที่น่าสนใจคือ 55% ของผู้ก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นคนเจน X สูงที่สุด
- กลุ่มเจเนอเรชั่น Y หรือ มิลเลนเนียล เป็นกลุ่มคนที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน เป็นแรงงานสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ชอบการแข่งขัน มีความรับผิดชอบสูง ชอบความท้าทาย และเป็น Big majority ของระบบราชการในปัจจุบัน โดยมีสถิติที่น่าสนใจคือ 1 ใน 3 ของคนเจน Y คือ คนโสด ไม่นิยมมีลูก ชอบอยู่กับครอบครัวมากกว่า
- กลุ่มเจเนอเรชั่น Z เป็นกลุ่มแรกเข้าในระบบราชการ มีความน่าสนใจตรงช่วงกำลังเรียนจบ เป็นช่วงโควิด จะเจอความอยู่บนออนไลน์มากกว่า และมีเพื่อนออนไลน์เยอะกว่าเพื่อนจริง
“จากการรวบรวม พบว่าคนเจน Y โดยทั่วไป จะมีลักษณะชอบ Work Life Balance ชอบทำงานเป็นทีม ชอบการมีส่วนร่วม ไม่ชอบการทำงานคนเดียว ชอบความยืนหยุ่นในการทำงาน เก่งเรื่องเทคโนโลยี มีอิสระทางความคิดและมีความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน พุ่งเป้าความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ชอบค้นหาข้อมูลใหม่ๆ และกล้าแสดงออก ชอบความชัดเจนต่อเป้าหมาย และทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม คนเจน Y มีความจงรักภักดีต่อองค์กรต่ำ สามารถลาออกไปได้เลยโดยไม่สนใจสวัสดิการ หากงานไม่ท้าทายพอ” รศ.ดร.กมลพร กล่าว
รศ.ดร.กมลพร กล่าวต่อไปว่า จากผลการสำรวจปัจจัยระดับบุคคลที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการทำงานของข้าราชการ/พนักงานราชการของคนเจน Y ระดับบุคคล แบ่งออกเป็น 1. ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับครอบครัว คนเจน Y มีความคิดว่า บุคคลในครอบครัว มีความภูมิใจหากได้รับราชการ ครอบครัวอยากให้เข้ารับราชการ ผลของการสำรวจ พบว่า ส่วนใหญ่พ่อแม่ของคนเจน Y รับราชการอยู่แล้ว ดึงให้คนเจน Y สนใจรับราชการ
- ด้านทัศนคติต่อการทำงานในระบบราชการ คนเจน Y พร้อมที่จะพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบราชการและนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
- ด้านความจงรักภักดีต่อองค์กร คนเจน Y พร้อมให้ข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับองค์กรให้กับบุคคลภายนอก มีมุมมองที่ดีในระบบราชการ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง อยากมีส่วนร่วมกับองค์กรอย่างต่อเนื่อง หากระบบราชการมีโครงการบูรณาการ เชื่อว่าระบบราชการจะขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว
- ด้านการสนับสนุนจากองค์กร หากคนเจน Y สามารถปรึกษากับเพื่อนร่วมงานได้ จะรู้สึกมีความสุข นั่นแปลว่า เพื่อนร่วมงานเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้คนเจน Y อยากอยู่กับองค์กร และได้รับการยอมรับในผลงานและความสามารถของตัวเอง ผู้บริหารให้ความสำคัญกับผลงาน ได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา หากองค์กรจัดให้มีกิจกรรมขับเคลื่อนทำงานเป็นทีม จะทำให้คนเจน Y อยู่ในองค์กรอย่างมีความสุข
“ผลการสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการทำงานของข้าราชการ/พนักงานราชการของคนเจน Y มากที่สุด คือ การเป็นแบบอย่างที่ดีของคนในครอบครัว ถ้าคนในครอบครัวให้มุมมองที่ดีต่อระบบราชการ จะมีผลต่อพฤติกรรมของคนเจน Y รองลงมาคือ ทัศนคติต่อการทำงานระบบราชการ ถือเป็นคีย์หลักที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเจน Y ในมุมที่ดี” รศ.ดร.กมลพร กล่าว
รศ.ดร.กมลพร กล่าวต่อว่า ส่วนระบบราชการหรืองค์กรต้องคำนึกถึงเมื่อคนเจน Y อยู่ในระบบเป็นส่วนใหญ่ คือ การออกแบบอัตราแรกเข้าให้สูงกว่าราคาตลาด เพื่อดึงดูดคนเจน Y เข้ามาในระบบราชการให้มากขึ้น เป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานมากขึ้น ต้องมองไปถึงระบบการประเมินผลในระบบราชการ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับคนเจน Y รวมไปถึงการพิจารณากฎระเบียบ สวัสดิการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
“สิ่งที่สำคัญคือ เป็นไปได้ไหมว่าในหน่วยราชการเอง จะเปิดโอกาสให้คนเจน Y เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางขององค์กร ลดความเป็น hierarchy และสิ่งสำคัญสุดท้ายคือ การพัฒนาศักยภาพ โดยการมีเส้นทาง ความก้าวหน้าในสายอาชีพ (career path) ที่ชัดเจน จะทำให้คนเจน Y อยู่ในระบบราชการแบบมีประสิทธิภาพ” รศ.ดร.กมลพร กล่าว

