จากข้อมูลกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า ในปี 2558 มีจำนวนหญิงคลอดบุตรวัย 10-19 ปี จำนวน 104,289 คน หรือเฉลี่ยวันละ 286 คน คิดเป็นอัตราสูงถึงร้อยละ 15 หรือเฉลี่ยวัยรุ่นหญิงไทย 1,000 คน จะมีประมาณ 43 คน ที่คลอดบุตรในวัยเรียน…
แน่นอนว่าสังคมรับรู้ปัญหานี้มาตลอด หากเปรียบเทียบอัตราแม่วัยรุ่น (อายุ 15-19 ปี) ในกลุ่มประเทศอาเซียนและติมอร์เลสเต ซึ่งมีค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ 44 คนต่อ 1,000 คน พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 6 โดยมีอัตราแม่วัยรุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ซึ่งการท้องไม่พร้อมในวัยรุ่น ย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อแม่ และทารก ผลต่อโอกาสการศึกษา หน้าที่การงาน รายได้ในอนาคต เห็นได้จากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2556 พบว่า วัยรุ่นอายุ 15-19 ปีถึง 32% ต้องออกจากการศึกษาด้วยสาเหตุ ท้องในวัยเรียน
เกิดคำถามว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร…
ในการประชุมระดับชาติ เรื่อง สุขภาวะทางเพศ ครั้งที่ 2 ได้มีเวทีพูดคุยหัวข้อ “ถ้าบ้านคุยได้ทุกเรื่อง…เรื่องเพศก็คุยได้ : สาธิตการใช้โมดูลเพื่อส่งเสริมการสร้างทักษะกับผู้ปกครองในการสร้างความสัมพันธ์ และการสื่อสารกับลูกหลานในบ้าน” โดยกิจกรรมเริ่มจาก นายชูไชย นิจไตรรัตน์ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ ชวนร่วมกิจกรรมส่งเสริมสัมพันธภาพของผู้ใหญ่กับลูกหลานในบ้าน โดยให้น้องๆ และผู้ปกครองที่ร่วมกิจกรรมเขียนคุณลักษณะที่ “อยากให้มี” ในตัวลูกหลานเมื่อเขาหรือเธออายุ 18 ปี ขณะที่เด็กๆ ให้เขียนสิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ “อยากให้เรามีหรือเป็น” เมื่อจบ ม.6 หลังจากนั้นให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เปิดพื้นที่พูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนกันว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็น กับมุมมองเด็กมีความสอดคล้องกันหรือไม่ มีลักษณะความคาดหวังใช่หรือไม่ หรือปล่อยอิสระ โดยให้สังเกตว่าเป็นเพราะอะไร
สรุปแล้วส่วนใหญ่ พ่อแม่อยากให้ลูกเรียนให้จบ ม.6 อยากให้เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ มีเป้าหมายในชีวิต เป็นต้น ไม่สนับสนุนมีแฟน และมักบอกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน ปัญหาคือ ความคาดหวังของพ่อแม่ เหมือนเป็นการบังคับลูก ทำให้ลูกอึดอัด กลายเป็นว่าเด็กเก็บกด ต่อหน้าพ่อแม่ก็จะนิ่ง แต่พออยู่กับเพื่อนๆ เขาจะแสดงตัวตน และมีความเสี่ยงเกิดปัญหาในเด็ก ปัญหาเรื่องเพศก็จะตามมา
นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างวัยรุ่น 2 คน ที่มีชีวิตต่างกัน คือ วัยรุ่น ก. เป็นคนหน้าตาดี สาวๆแอบชอบมาก มีแฟนคนแรกตอน ม.ต้น และมีเพศสัมพันธ์กับแฟนคนปัจจุบันแล้ว โดยอยู่หอพักกับเพื่อน มีปัญหากับพ่อเลี้ยง มีมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว ชอบเล่นดนตรี และวัยรุ่น ข. สนิทกับแม่ เป็นกรรมการนักเรียน เรียนได้ดีปานกลาง มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ซึ่งผู้ร่วมกิจกรรมวิเคราะห์วัยรุ่นทั้ง 2 คน ดังนี้ วัยรุ่น ข. มองว่าพื้นฐานดี เป็นผู้นำ ภูมิใจ อนาคตน่าจะได้อาชีพดีๆ ตามที่คิด แต่ที่ห่วงคือ คนที่มีพร้อมเมื่อผิดหวัง อาจควบคุมอารณ์ไม่ได้ ส่วนมุมมองของวัยรุ่น ก. มองว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กในวัยนี้ยุคปัจจุบัน แต่ดูจะห่างเหินกับครอบครัว ซึ่งอาจขาดองค์ความรู้ในการใช้ชีวิตโดยไม่มีผู้ปกครองแนะนำ ตักเตือน และจากเป็นคนรักเพื่อนก็ต้องระวังว่าอาจตามเพื่อนได้ตลอด
นายชูไชยสรุปตอนท้ายว่า จากกิจกรรมดังกล่าว ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะอยากได้ลูกน้องแบบ ข. มากกว่า แต่จริงๆ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่เด็กสมัยนี้จะเป็นได้ทั้งวัยรุ่น 2 คน เนื่องจากต่อหน้าผู้ปกครองก็จะเป็นแบบ ข. เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ ไม่มีปัญหา แต่อีกมุมก็อาจเป็นแบบ ก. ดังนั้น ปัญหาตรงนี้ต้องปรับง่ายๆ คือ ปรับที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ โดยหันมาพูดคุยกับลูกๆให้มากขึ้น เพราะหากไม่เข้าใจก็จะยิ่งเป็นการผลักไสลูกออกจากบ้านโดยไม่รู้ตัว
![]()
![]()
![]()
