ผอ.ศูนย์ปราบน้ำมันเถื่อน รับสั่งปลด ตำรวจชุดน้ำมันเถื่อนจริง ตามที่ปรากฏในแชต
วันที่ 21 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบดำเนินคดีเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อน 3 ลำ หายไปจากท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.นั้นว่า เมื่อวานนี้ (20 มิถุนายน) ได้รายงานความคืบหน้าทางคดีและการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว และนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ตนเองจะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้งในและนอกประเทศ
รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนอย่างถึงที่สุด และตนในฐานะที่ดูแลทั้ง ศปนม.ตร. และจเรตำรวจแห่งชาติ ขอใช้เป็นหลักประกันว่า จะไม่นำเรื่องนี้มาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้เชื่อมั่นในการทำงานว่าไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ และตั้งแต่ตนรับตำแหน่งก็จัดเก็บภาษีน้ำมันได้มากขึ้นกว่า 100% แสดงให้เห็นว่าน้ำมันเถื่อนลดลง
ส่วนการป้องกันการขนย้ายน้ำมันทางบก ได้เชิญผู้ประกอบการทั้งหมดมาหารือ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ขอเอกสารตารางการเดินรถในทุกเส้นทาง เพื่อให้มีข้อมูลตั้งต้นว่ารถบรรทุกน้ำมันแต่ละคันเมื่อออกมาจากแท่นเติมน้ำมันแล้วจะมีน้ำมันจำนวนเท่าใด จะใช้เส้นทางอะไร โดยทุกคันจะต้องผ่านจุดชั่งน้ำหนักของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงจะรายงานมาที่ศูนย์ปราบปรามน้ำมันเถื่อนฯ เพื่อติดตามระยะทาง และปริมาณน้ำมัน ตลอดระยะทางการขนส่ง

ในส่วนของแชตสนทนาที่เผยแพร่ออกมา ยอมรับว่าไม่ได้ดูรายละเอียดว่าเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับอะไร แต่รายละเอียดที่มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นเรื่องจริง ส่วนบุคคลที่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีความเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ต้องรอการตรวจสอบจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้ การสั่งให้หยุดปฏิบัติงานเพื่อที่จะให้ผู้ที่ทำงานจะต้องเป็นคนที่ตนไว้ใจ เพราะตนเน้นเรื่อง ใจซื่อ มือสะอาด ขอย้ำว่าในยุคของตนจะต้องไม่มีเรื่องการทุจริต การเรียกรับผลประโยชน์
ส่วนประเด็นที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับตำรวจน้ำโดยตรง จะมีการสอบสวนให้เกิดความเที่ยงธรรมได้อย่างไร พล.ต.อ.ไกรบุญกล่าวต่อว่า ขอให้เชื่อใจ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ว่าจะสามารถทำกระบวนการสอบสวนให้เกิดความสุจริตและเป็นธรรมได้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมและพบว่าการสอบสวนไม่ตรงไปตรงมา
ตนจะนำจเรตำรวจเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเอง และจะสั่งปลดหัวหน้าชุดตรวจสอบ รวมถึง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ และจะมอบหมายให้จเรตำรวจแห่งชาติเข้าไปจัดการแทน เขามีหน้าที่ต้องเก็บกวาดบ้านเขา ขอให้เวลาให้เขาได้ทำงานก่อนไม่เช่นนั้นเราจะเข้าไปจัดการเอง ส่วนข้อสังเกตอัยการที่มองว่าการจับกุมน้ำมันตั้งแต่ครั้งแรกเป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
พล.ต.อ.ไกรบุญกล่าวว่า ตนมั่นใจในพยานหลักฐานมาก เพราะได้เห็นหลักฐานทั้งหมดแล้ว ฉะนั้น จะสามารถตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้แน่นอน การเห็นแย้งกันถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ตำรวจทำงานได้อย่างรอบคอบขึ้น เพื่อจะได้หาพยานหลักฐานมาตอบทุกข้อสงสัย ทั้งนี้ มั่นใจสามารถติดตามผู้ต้องหาแม้อยู่ต่างประเทศ ส่วนการติดตามเส้นทางเรือขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “เคนาย” (k9) ที่รับขนถ่ายน้ำมันจากเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนของกลางทั้งสามลำนั้น

พล.ต.อ.ไกรบุญกล่าวยอมรับว่า ตอนนี้ไม่รู้ว่าเรืออยู่ที่ไหน ส่วนตัวเชื่อว่าตอนนี้เรือไม่ได้อยู่ในน่านน้ำไทย และอยู่ไกลมาก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนและการขยายผล โดยจะกวาดล้างให้หมด
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ไกรบุญยังกล่าวถึงกรณีนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ฝากให้ตรวจสอบรอง ผกก.ตำรวจน้ำ ส. เอี่ยวค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่อีกเคส และพบเรือต้องสงสัยชื่อเฟื่องฟ้าจอดอยู่น่านน้ำแม่น้ำปากพนัง 3 ลำ ว่าเรื่องดังกล่าวตนทราบแล้ว และทาง ส.ส.ชัยชนะก็ประสานข้อมูลมาทางตนเช่นกัน โดยเรื่องที่ปากพนัง ทีมตำรวจกองปราบปรามได้กดดันมากว่า 1 เดือนแล้ว และมีการตรวจเรือที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเถื่อนได้ข้อมูลมาหมดแล้ว และตอนนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ยืนยันว่า กลุ่มดังกล่าวไม่มีว่าใหญ่ระดับไหน เพราะไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมายใครทำผิดก็จับกุมหมด ตนในฐานะที่คุม ศปนม.ตร. ก็เอาสมาคมชาวประมงมานั่งเป็นกรรมการและให้ข้อมูลตำรวจมีการเปิดรับข้อมูลมากขึ้น พร้อมยอมรับว่าหลังจากที่มีการจับกุมตัวการใหญ่ก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทำให้การลักลอบกระทำความผิดลดลง อีกทั้งปีนี้ตนให้งบประมาณเชื้อเพลิงกับตำรวจน้ำเพื่อให้ออกลาดตระเวนและป้องกันมากขึ้น จึงมั่นใจว่าให้แล้วจะต้องมีผลงานจับกุมได้เป็นตัวชี้วัดที่ตามมา

