กรมควบคุมโรค เร่งสอบเคสเด็กนครปฐม “ป่วยไข้หวัดใหญ่ขึ้นสมอง” รอผล 1 สัปดาห์

22.06.24 | 12:18 น.

กรมควบคุมโรค เร่งสอบเคสเด็กนครปฐม “ป่วยไข้หวัดใหญ่ขึ้นสมอง” รอผล 1 สัปดาห์ ชี้ กลุ่มเสี่ยงควรรับวัคซีนป้องกัน เปิดตัวเลขป่วยอื้อ 1.8 แสนคน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงประเด็นที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ กรณีพบผู้ป่วยเด็กอายุ 7 ขวบ ในจ.นครปฐม เข้ารับการรักษาโรคในโรงพยาบาลด้วยอาการโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2567 โดยมารดาของเด็กระบุว่าแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นอาการของโรคไข้หวัดสายพันธุ์เอชนิดขึ้นสมองเฉียบพลัน ว่า โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง สามารถกินยาตามอาการและหายได้เอง แต่มีส่วนน้อยที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้อาการรุนแรงและเสียชีวิต สำหรับกรณีผู้ป่วยที่เป็นข่าว กรมควบคุมโรคไม่นิ่งนอนใจ ส่งทีมสอบสวนโรคสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 ราชบุรี ดำเนินการสอบสวนร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่วิเคราะห์ผลอย่างละเอียด คาดว่าจะทราบข้อมูลเชื้อภายใน 1 สัปดาห์

นพ.ธงชัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน ข้อมูลจากการเฝ้าระวังโรคฯ ของกองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 – 20 มิ.ย.2567 มีรายงานผู้ป่วย 186,900 ราย ผู้เสียชีวิต 14 ราย พบในจังหวัดนครราชสีมา 5 ราย นครศรีธรรมราช 2 ราย ชัยภูมิ สุราษฎร์ธานี กรุงเทพมหานคร สุโขทัย สมุทรปราการ ภูเก็ต และกาฬสินธุ์ จังหวัดละ 1 ราย ซึ่งจากข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อก่อโรคไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในประเทศไทยเฉพาะพื้นที่ (Sentinel Surveillance) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564 – 16 มิ.ย.2567 โดยกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และศูนย์ความร่วมมือไทย – สหรัฐ ด้านสาธารณสุข ในกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จำนวน 2,284 ราย พบว่าเป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิด A/H3N2 จำนวน 1,044 ราย คิดเป็นร้อยละ 45.71 ชนิด B จำนวน 619 ราย คิดเป็นร้อยละ 27.10 ชนิด A/H1N1 (2009) จำนวน 594 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.14 และชนิด A ไม่ระบุสายพันธุ์ จำนวน 24 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.05

“แม้โรคไข้หวัดใหญ่จะเป็นโรคประจำถิ่นที่มีมานานและพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี แต่ก็สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยบางรายได้ เช่น ภาวะปอดอักเสบ อาการหอบหืดกำเริบ สมองอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทั้งนี้ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงที่มักพบอาการแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ คือ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ผู้พิการทางสมอง ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป โรคธาลัสซีเมีย และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชนโดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ฟรี ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ตั้งแต่เดือน พ.ค.จนถึง ส.ค.2567 โดยรับปีละ 1 ครั้ง เพื่อลดความรุนแรงของโรค ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และความเสี่ยงในการเสียชีวิต ซึ่งช่วงฤดูฝนของทุกปีมักพบการแพร่ระบาดของโรคสูง” นพ.ธงชัย กล่าว

นพ.ธงชัย กล่าวต่อว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยสามารถป้องกันได้ทั้งโรคโควิ-19 การติดเชื้อไวรัส RSV และโรคติดเชื้อระบบหายใจอื่นๆ ซึ่งมีแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ดังนี้ 1.หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ รวมถึงเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกบิดประตู ของเล่น 2.ใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะหรือกิจกรรมที่มีคนรวมตัวกันมาก 3.เมื่อไอ จาม ต้องใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง 4.กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง สามารถรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต 5.โรงเรียนควรคัดกรองเด็กก่อนเข้าเรียนทุกเช้า หากพบมีอาการไข้ ไอ จาม ขอให้นักเรียนใส่หน้ากากอนามัย และให้ผู้ปกครองมารับกลับไปรักษาที่บ้าน

Advertisement

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 6.ผู้ป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน พักรักษาตัวเป็นเวลา 3 – 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง และหากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว 7.ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หรือถ้าจำเป็นควรปิดปาก ปิดจมูกด้วยหน้ากากอนามัย ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน ใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงไปยังสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านหรือแออัด ทั้งนี้ หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น เช่น หอบเหนื่อย ซึมลง รับประทานอาหารได้น้อย ควรรีบกลับไปพบแพทย์โดยเร็ว หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422