ทนายตั้มยื่น ‘บิ๊กต่อ’ จี้คดี ‘บิ๊กต่อ’ เอี่ยวฟอกเงิน ถามนายกฯทำไมคืนตำแหน่งผบ.ตร. แล้วบิ๊กโจ๊ก?

25.06.24 | 12:08 น.

‘ทนายตั้ม’ ยื่นหนังสือถึง ‘บิ๊กต่อ’ ให้เร่งรัดคดีที่เคยไปแจ้งความไว้กับ ‘บิ๊กต่อ’ รอดูจะหลบสื่อต่อไปหรือไม่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้เร่งรัดดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ ภรรยา พร้อมพวก ที่ตนเคยแจ้งความดำเนินคดีกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับคดีเว็บพนันออนไลน์ไว้ที่ สน.เตาปูน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา

นายษิทรากล่าวว่า วันนี้เดินทางมายื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.ในการติดตามคดีที่เคยไปแจ้งความไว้ที่ สน.เตาปูน ในการดำเนินคดี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ พร้อมภรรยา กับพวก ซึ่งผ่านมาหลายเดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้าเลย และยังไม่มีการเรียกใครไปแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งที่เห็นเส้นทางการเงินชัดเจนว่าเงินโอนเข้าบัญชีของภรรยา วันนี้จึงมาหา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เพื่อให้เร่งรัดในกาคติดตามคดีนี้ หากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประวิงคดีอยู่ก็จะให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ดำเนินการทางวินัยต่อ คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคงเกรงกลัวในการดำเนินคดี เพราะผู้ถูกดำเนินคดีเป็นถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายษิทรากล่าวว่า อยากถามนายกรัฐมนตรีว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่เอา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม เพราะ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กำลังถูกดำเนินคดีในเรื่องนี้อยู่ และนายกฯก็เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง เหตุใดถึงไม่มีการดำเนินการอะไรกับเรื่องนี้และยังให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กลับมาดำรงตำแหน่ง ต่างจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ที่โดนให้ออกจากราชการอยู่เลย

นายษิทรากล่าวอีกว่า ยังอยากให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่นายกฯตั้งขึ้น เพราะประชาชนอยากรู้ เนื่องจากใช้เวลามากถึง 3 เดือนในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่ปัจจุบันยังไม่รู้เลยว่าผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร ประชาชนไม่ได้อยากรู้ว่าใครทะเลาะกับใคร หรือใครดีกับใคร เพียงแค่อยากรู้ว่าใครผิดใครถูก

Advertisement

ทนายตั้มกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ทนายคลายทุกข์ นำหลักฐานที่ตนนำไปยื่นที่ สน.เตาปูน ว่าไม่มีความหนักแน่นในพยานหลักฐานมากพอ เรื่องนี้ทนายเดชาไม่ควรออกมาพูดเช่นนี้เพราะตนไม่เคยก้าวก่ายในคดีที่ทนายเดชาออกมาทำเลยสักคดี เนื่องจากตนให้เกียรติตลอด ซึ่งหลักฐานแน่นหรือไม่นั้นตนเป็นคนทำย่อมรู้ดี

“ตอนนี้ก็ต้องดูว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ดำเนินการอย่างไรต่อหลังจากที่ได้มายื่นหนังสือในวันนี้ หรือจะหลบสื่อต่อไป ขอยืนยันว่าไม่ได้สู้แทน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะไม่ได้คุยกันนานแล้ว ตั้งแต่ผมออกมาแฉทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้เท่าเทียบ ถ้าเกิดจะทำเพื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ผมไปดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) ดีกว่า เนื่องจากมีการเซ็นให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน

การที่ผมเดินทางมาในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เลย และผมไม่ใช่ทีมทนายความให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วย สำหรับการเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ที่มีการไปร้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ก็เป็นสิทธิของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่มีการฟ้องตรงต่อศาล” ทนายตั้มระบุ

ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีการตั้งข้อสังเกตประเด็นคำสั่งออกจากราชการของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับไปทบทวน มองเรื่องนี้อย่างไรในฐานะทนายความ นายษิทรากล่าวว่า ปกติแล้วศาลไม่ได้ฟังความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ถ้าสุดท้ายเรื่องนี้ผิดกฎหมายศาลก็ต้องให้ความเป็นธรรม

มีรายงานว่า ในการเดินทางมายื่นคำร้องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติวันนี้ นายษิทรานำรถยนต์ส่วนตัวไปจอดในที่จอดรถของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เมื่อนักข่าวถามว่า เหตุใดจึงนำรถส่วนตัวไปจอดในที่จอดรถของผู้บังคับบัญชา นายษิทรากล่าวว่า เห็นว่าที่จอดรถว่างอยู่จึงนำรถตัวเองเข้าไปจอดเฉยๆ

อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วจะไม่มีการอนุญาตให้รถยนต์ของประชาชนทั่วไปเข้าไปจอดในช่องจอดรถยนต์เฉพาะสำหรับผู้บังคับบัญชา หากมีการประสานงานมาล่วงหน้าเจ้าหน้าที่จะจัดที่จอดรถในอีกพื้นที่ให้ ซึ่งไม่ใช่ช่องจอดเฉพาะของผู้บังคับบัญชา