จากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ “Ake Peera Phanlukthao” ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่าตนเองป่วยเป็นโรค Bell’s Palsy หรือ ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซึกหรืออัมพาตครึ่งซีกที่ใบหน้า ซึ่งเกิดจากการพักผ่อนน้อย
ผู้สื่อได้ประสานไปยัง ดร.พีระ พันลูกท้าว อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อพูดคุยถึงอาการที่อาจารย์ซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นอยู่ โดย ดร.พีระ ระบุว่า เริ่มมีอาการเมื่อวันที่ 31 มกราคม 60 เริ่มมีอาการในขณะที่แปรงฟัน มีความรู้สึกว่าใบหน้าทั้ง 2 ข้างมีอาการอ่อนล้า อ้าปาก ยิงฟันเพื่อแปรงฟันไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะใบหน้าทางด้านซีกขวา ที่มีอาการอ่อนแรงมากที่สุด ต่อมาใบหน้าด้านขวาขยับไม่ได้ เริ่มพูดไม่ชัด ดื่มน้ำแล้ว น้ำไหลออกที่มุมปาก ทานข้าวแล้วข้าวไหลลงไปกองที่มุมปากและร่วงลงพื้น จากนั้นได้หาข้อมูลใน Google ก็พบว่ามีอาการของโรค Bell’s Palsy หรือโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จึงได้เดินทางไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาลสุทธาเวช จ.มหาสารคาม โดยแพทย์ได้ตรวจและซักประวัติอย่างละเอียด ให้ยาสเตียรอยด์มารับประทาน 2 สัปดาห์ และนัดพบทุกสัปดาห์
ดร.พีระ กล่าวต่อว่าแพทย์ได้ซักประวัติในเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน ความเครียด รวมถึงความเสี่ยงในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ ที่อาจจะมีในเรื่องของการติดเชื้อที่อาจส่งผลทำให้ใบหน้าผิดรูป และเมื่อแพทย์วินิจฉัยอาการครบถ้วนก็วินิจฉัยว่าตนเองเป็นโรค Bell’s Palsy หรือโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ตามที่ได้หาข้อมูลไว้ โดยแพทย์ได้บอกว่าในเคสของตน น่าจะเกิดจากการพักผ่อนน้อย ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ
“ทั้งนี้ในเคสของตนนั้น ด้วยความที่เป็นครูสอนเต้น ร่างกายมีการออกกำลังกายตลอดเวลา แต่กลับมีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งโดยปกติแล้วใบหน้าที่ขยับไม่ได้จะเป็นแค่ครึ่งซีก แต่ตนเป็นทั้ง 2 ข้าง ซึ่งพบได้น้อยมาก ซึ่งเมื่อเช้านี้ก็ได้ไปพบแพทย์ตามนัด แพทย์ได้ให้ยาสเตียรอยด์มารับประทานต่ออีก 2 สัปดาห์ ทำกายภาพบำบัดโดยการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า บริหารใบหน้าด้วยการอ้าปาก การเคี้ยวหมากฝรั่ง การนวดใบหน้าให้เส้นประสาททำงาน รวมถึงการประคบร้อนให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก อาการโดยรวมดีขึ้นแล้วประมาณ 60% แต่ยังขยับใบหน้าช่วงโหนกแก้มยังขยับไม่ได้ ซึ่งมีสัญญาณที่ดีขึ้น คือสามารถยักคิ้วได้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ยังพูดลำบากในการสื่อสาร หากพูดนาน ๆ จะเพี้ยน ควบคุมของเหลวในปากไม่ได้ ช่วงนี้จึงงดการสอน รอให้ร่างกายพร้อมกว่านี้ ส่วนแขนขายังขยับได้ดี ไม่มีอาการปวดศีรษะ หรือเดินเซ สามารถไปไหนมาไหนได้ตามปกติ สามารถขับรถได้ แต่ยังมีอาการหลับตาไม่สนิท ทำให้ลมเข้าตา มีอาการตาแห้ง เวลานอนต้องหาผ้ามาปิดตาไว้”
ดร.พีระ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากจะฝากสำหรับผู้ที่เป็นไม่อยากเป็นโรคนี้ คือ จริงๆ แล้วโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน ทุกเพศทุกวัย สาเหตุของการเกิดโรคเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตนเองออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ยังเกิดโรคได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขภาพ พักผ่อนในเพียงพอ และไม่ตกอยู่ในความเครียด เพราะในเคสของตนเองนั้นเกิดจากการพักผ่อนน้อย นอนเพียงแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง และความเครียดจากการสอน อยากให้ทุกคนทำชีวิตให้สดใส การรับประทานอาหารก็มีส่วนที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง

