สตม.สกัดกั้นตรวจสอบจับต่างชาติอยู่เกินกำหนดหนีคดีซุกไทย-เมียนมาพาพวกย่ำยีลูกเลี้ยง

27.06.24 | 15:43 น.

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. พ.ต.อ.รัฐพงศ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าว กก.4 บก.สส.สตม. จับกุม MS.HU (นามสมมุติ) สัญชาติจีน อายุ 24 ปี ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” ได้ที่คอนโดมิเนียมย่าน ถ.พัทยาสาย 2 อ.บางละมุง จ.ชลบุรี


ก่อนจับกุมสืบสวนทราบว่ามีหญิงชาวจีนลักลอบเข้ามาในประเทศไทยและพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมดังกล่าว จึงนำกำลังตรวจสอบและขอดูหนังสือเดินทางอ้างว่าสูญหายจึงเชิญตัวไปที่ ตม.จว.ชลบุรี ตรวจสอบลายนิ้วมือไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงประสานงานตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย รับแจ้งว่าเป็นบุคคลที่มีประวัติกระทำความผิดข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” ลักษณะแชร์ลูกโซ่โดยอ้างกับประชาชนว่าจะมีการระดมทุนเพื่อเข้าไปซื้อหุ้นของแอพพลิเคชั่นที่ชื่อปี๋ซิน มีผู้เสียหายหลายรายหลงเชื่อเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 150 ล้านบาท

สอบถามผู้ต้องหาให้การรับว่าลักลอบเข้ามาในประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เขตติดต่อ จ.เชียงราย จึงจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีข้อหาเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และเมื่อคดีสิ้นสุดจะผลักดันส่งกลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

พล.ต.ต.พันธนะ แถลงคดีที่สองว่า กก.4 บก.สส.สตม. จับกุม. MR.HAN (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ และ MR.KIM (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ก่อนจับกุมรับแจ้งว่ามีชายชาวต่างชาติหลายรายลักลอบทำหน้าที่เป็นไกด์ให้กับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ที่ จ.เชียงใหม่ จึงลงพื้นที่พิสูจน์ทราบพบผู้ต้องหาทั้งสองซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยสิ้นสุดแล้ว เดินอยู่ริมถนน 1366 ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ จึงจับกุมดำเนินคดีเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดี

Advertisement

สอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่าจะรับนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่จะเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำมาแล้วประมาณ 2 เดือน โดยมีรายได้ต่อครั้งในการรับงานขั้นต่ำ 10,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนวันและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องดูแล โดยจะมีการโพสต์บนโซเชียลในการเป็นไกด์ส่วนบุคคล ตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย และฝ่ายประสานงานการตำรวจไทย-เกาหลีใต้ กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พบประวัติเป็นผู้กระทำผิดในคดีแชร์รถหรู มีผู้เสียหายกว่า 60 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 109 ล้านบาท

พล.ต.ต.พันธนะ แถลงคดีที่สามว่า กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมนายเอมิน (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ความผิดฐาน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ ได้ที่หน้าโรงงานในพื้นที่ ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี ดำเนินคดี

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะผู้เสียหายกำลังวิดีโอคอลคุยกับเพื่อนและทำอาหารรอสามีกลับมาในห้องเกิดเหตุในพื้นที่แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม. มีนายจ่อ ผู้ต้องหาที่ 1 (ถูกจับกุมแล้ว) ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของผู้เสียหาย นายลิน ผู้ต้องหาที่ 3 (หลบหนี) และนายตอ ผู้ต้องหาที่ 4 (หลบหนี) พังประตูบุกรุกเข้าไปในห้องเกิดเหตุ และบังคับขู่เข็ญฉุดลากเอาผู้เสียหายไปขึ้นรถยนต์ โดยผู้ต้องหาที่ 1 กับผู้ต้องหาที่ 3 ไปด้วยกัน ส่วนผู้ต้องหาที่ 4 รื้อค้นทรัพย์สินของผู้เสียหายอยู่ที่ห้องที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 3 นำผู้เสียหายไปไว้ที่ห้องพักหมายเลข 12 ถ.เอกชัย-กรุงเทพฯ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร

จากนั้นนายเอมิน ผู้ต้องหาที่ 2 ที่รออยู่ที่ห้องพักออกมาล็อกห้องและช่วยกันขู่บังคับไม่ให้ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมตะโกนออกมาจากหน้าห้องว่าหากมีใครมาช่วยจะฆ่าให้ตาย โดยเอามีดมาจี้บังคับผู้เสียหายตลอด ผู้เสียหายจึงจำยอมอยู่ในห้องกับผู้ต้องหาที่ 1 โดยมีนายเอมิน และผู้ต้องหาที่ 3 คอยช่วยเหลือและดูต้นทางไม่ให้ใครมาช่วยเหลือ ผู้ต้องหาที่ 1 จึงข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นเมื่อผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือกลับออกมาจึงแจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายทั้ง 4 คน ต่อมาศาลอาญามีนบุรีออกหมายจับนายเอมิน ดังกล่าว กก.1 บก.สส.สตม. จึงสืบสวนติดตามหาตัวนายเอมินจนทราบว่าหลบหนีคดีไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.บางน้ำจืด จึงเข้าจับกุม

พล.ต.ต.พันธนะ แถลงคดีที่สี่ว่า บก.สส.สตม. รับแจ้งเบาะแสว่านายมิโยชิ (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี สัญชาติญี่ปุ่น อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย จึงตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่าการอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยของผู้ต้องหาสิ้นสุดแล้ว พร้อมประสานงานไปยังสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทยตรวจสอบประวัติรับแจ้งว่า นายมิโยชิกระทำความผิดในประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี พ.ศ.2566 คดีโจรกรรมและบุกรุกในพื้นที่ 5 จังหวัดของประเทศญี่ปุ่น รวม 111 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 13,000,000 เยน (ประมาณ 3 ล้านบาท) โดยมีพฤติการณ์เป็นหัวหน้ากลุ่มโจรกรรมและเป็นหัวหน้าแก๊งมอเตอร์ไซค์นางาโทโมะ

พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์เกรงว่านายมิโยชิจะก่อคดีโจรกรรมในประเทศไทย จึงให้ กก.1 บก.สส.สตม. เร่งสืบสวนติดตามหาตัว พบข้อมูลว่านายมิโยชิเข้าพักอาศัยในโรงแรมหรูในเขตวัฒนา เขตคลองเตย กรุงเทพฯ และมีข้อมูลว่าจะลักลอบเดินทางออกไปยังประเทศกัมพูชาทางชายแดนด้าน จ.สระแก้ว จึงนำกำลังไปสกัดกั้นตามแนวชายแดนไม่ให้หลบหนีออกไปได้ จนนายมิโยชิย้อนกลับมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่คอนโดมิเนียมในเขตประเวศ กทม. จึงนำกำลังจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีในข้อหา เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และจะดำเนินการส่งนายมิโยชิกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป