สผ. เตรียมการเข้ม เพื่อผลักดันภูพระบาทเป็นมรดกโลก
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า การเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-31 กรกฎาคม 2567 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย โดยการประชุมในปีนี้คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิสงขลาสู่มรดกโลก โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติเป็นเลขานุการคณะ

ด้านนายประเสริฐ ศิรินภาพร เลขาธิการ สผ. กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งนี้ไทย จะเข้าร่วมการประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์การประชุม โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญและนำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้กับชาวไทยทุกคนที่จะมีการพิจารณาในช่วงระหว่างวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2567 จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่

1.การพิจารณาบรรจุเหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลา และชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ซึ่งการดำเนินการนำเสนอแหล่งดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 โดยพื้นที่นำเสนอประกอบด้วย 4 พื้นที่ ได้แก่ (1) เมืองโบราณพังยาง เมืองโบราณพะโคะ และเมืองโบราณสีหยัง
(2) เมืองโบราณสทิงพระ
(3) เมืองป้อมค่ายซิงกอร่า ณ เขาแดง และแหลมสน และ
(4) เมืองเก่าสงขลา บ่อยาง
ทั้งนี้ ขั้นตอนภายหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาให้การรับรอง ราชอาณาจักรไทยจะสามารถจัดส่งเอกสารนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลกต่อคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณาได้

2. การพิจารณาขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” เป็นมรดกโลก โดยพื้นที่นำเสนอประกอบด้วย 2 พื้นที่ คือ
(1) อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และ
(2) แหล่งวัฒนธรรมสีมา
ขณะนี้ (ร่าง) ข้อมติเสนอให้ขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลก ประเภทภูมิทัศน์วัฒนธรรม และเสนอให้เปลี่ยนชื่อแหล่งเป็น Phu Phrabat, a testimony to the Sima stone tradition of the Dvaravati period” หรือ ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา สมัยทวารวดี รวมทั้งขอให้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ภายหลังจากการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ด้วยคุณค่าความโดดเด่นของการที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมสีมาในสมัยทวารวดี โดยนับเป็นแหล่งสีมา ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา และแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางธรณีวิทยาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมาในฐานะของการเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และพื้นที่ประกอบพิธีกรรม

นางสาวกรพินธุ์ พยัคฆประการณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานการบริหารจัดการมรดกโลก กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม กล่าวต่อว่า การนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมสงขลาฯ เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลกเป็นดำริและดำเนินการขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสงขลาสู่มรดกโลกซึ่งเป็นภาคประชาสังคมในระดับท้องถิ่นที่ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่นและต้องการยกระดับความภาคภูมิใจในคุณค่าและความสำคัญของแหล่งในท้องถิ่นของตนให้ได้รับการยอมรับ ในระดับสากล
ในส่วนของการขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทนั้น หากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจะเป็นแหล่งมรดกโลกแหล่งที่ 8 ของราชอาณาจักรไทย และจังหวัดอุดรธานีนับเป็นจังหวัดแรกที่มีแหล่งมรดกโลกจำนวน 2 แหล่งในพื้นที่ต่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกประเภทต่างๆ นั้น นอกจากเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศในเวทีนานาชาติ และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจให้กับประชาชนในพื้นที่และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การก่อให้เกิดรายได้และการสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมอันเนื่องมาจากการท่องเที่ยวการส่งเสริมการอนุรักษ์ และปกป้องคุ้มครองอัตลักษณ์และทรัพยากรของท้องถิ่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก และการยกระดับการวิจัยในด้านต่างๆ ร่วมกันระหว่างประเทศต่างๆ ในการปกป้อง คุ้มครองอนุรักษ์และบริหารจัดการแหล่งฯ เป็นต้น




