บก.ปอท.แถลงปฏิบัติการทลายเครือข่าย อาชญากรรม ข้ามชาติ Lock Star รวบนักธุรกิจไทย-จีน อ้างเป็นนักลงทุนชื่อดัง เบื้องหลังเครือข่าย Call center มูลค่าความเสียหายกว่า 22 ล้านบาท
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.), พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท, พ.ต.ท.พรเสกข์ เชาวสันต์ สว.กก.1 บก.ปอท., ร.ต.อ.กษิดิศ ดิลกคุณานั้นท์ รอง สว.กก.1 บก.ปอท. พร้อมด้วย นายวิทยา นีติธรรม ผอ.กองกฎหมายและโฆษกประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, นายอนุรักษ์ บุญแสวง อดีตนายกสมาคมนักสมทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย), นางวราพรรณ วงศ์สารคาม กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) และ ดร.ปริญญา เธียรวร นักลงทุน ร่วมกันเเถลงผล “ทลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ Lock Star รวบนักธุรกิจไทย-จีน เบื้องหลังเครือข่าย Call center” ปลอมแอพพ์เทรดเหรียญหลอกลงทุน เหยื่อแจ้งความแล้วเบื้องต้นกว่า 20 ราย โดยบุกค้นเป้าหมาย 4 จุดในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย นนทบุรี ปทุมธานี โดยจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ ไฮบริดสแกมได้ 6 ราย
1.MR.ZHIVEI GAO หรือนายจีเว่ย เกา (สัญชาติจีน) อายุ 29 ปี ทำหน้าที่ระดับสั่งการ, รับผลประโยชน์
2.MR.JUE CHEN หรือนายจู เฉิน (สัญชาติจีน) อายุ 28 ปี ทำหน้าที่กลุ่มบริหารจัดการ, แปรสภาพทรัพย์สิน
3.นายธนโชติ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ทำหน้าที่ระดับสั่งการ, รับผลประโยชน์
4.นางสาวชณัฐธิษา (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ทำหน้าที่ระดับสั่งการ, รับผลประโยชน์
5.นายศิวา (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ทำหน้าที่ระดับสั่งการ, รับผลประโยชน์
6.น.ส.ชลดา (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ทำหน้าที่ระดับสั่งการ, รับผลประโยชน์
ในความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”
พล.ต.ต.อธิปกล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท.ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกให้ลงทุน โดยมีการโพสต์ข้อความสาธารณะลักษณะชักชวนให้เข้าไปลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์ชื่อ Tidex ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ปลอมขึ้นมาทั้งหมด (มีความคล้ายกับแอพพลิเคชั่นเทรดเหรียญดิจิทัลของจริงที่ชื่อว่า Tidex) โดยเสนอให้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปลงทุน ต่อมาพบว่าไม่มีการลงทุนจริง
ด้าน ร.ต.อ.กษิดิศกล่าวว่า กลุ่มคนร้ายจะหลอกให้ผู้เสียหายติดตั้งแอพพลิเคชั่นปลอมและให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่คนร้ายแจ้งเพื่อซื้อเหรียญดิจิทัล โดยทุกครั้งที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้กลุ่มคนร้าย ยอดเหรียญดิจิทัลจะแสดงในแอพพลิเคชั่นสอดคล้องกับจำนวนที่โอนเข้าไป และมีกำไรเข้ามาจากการลงทุนแสดงอยู่ในแอพพลิเคชั่น ภายหลังตรวจสอบพบว่าเป็นการปลอมตัวเลขขึ้นมาทั้งหมด เพื่อหลอกให้เชื่อ และโอนเงินเข้าไปเพิ่มอีก เมื่อผู้เสียหายต้องการที่จะขอถอนเงินออกมา กลุ่มคนร้ายก็แจ้งว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องภาษี และยังหลอกให้ต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่มอีก ผู้เสียหายได้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของกลุ่มคนร้าย จำนวน 17 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 22.4 ล้านบาท ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะทำการปิดเว็บไซต์ไป และบล็อกช่องทางการติดต่อทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อกับกลุ่มคนร้ายได้อีก ผู้เสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.1 บก. ปอท. เพื่อดำเนินคดีกับคนร้ายในคดีนี้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด กก.1 บก.ปอท.จึงได้การตรวจสอบพบว่าปัจจุบันเว็บไซต์ปลอมได้ปิดเว็บไซต์ไปแล้ว
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด และ ปปง. ทำการสืบสวนเส้นทางการเงิน และเส้นทางของเหรียญดิจิทัลที่ได้จากการฉ้อโกงผู้เสียหายพบว่า ภายหลังจากที่ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารแล้ว กลุ่มคนร้ายจะนำเงินดังกล่าวไปซื้อเหรียญดิจิทัลแล้วโอนต่อไปยังกระเป๋าเหรียญดิจิทัลส่วนตัว หรือ Private Wallet กว่า 20 กระเป๋า เพื่อเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายจะมีการโอนเหรียญดิจิทัลไปรวมที่กระเป๋าเหรียญดิจิทัลกลางของคนร้าย ก่อนที่จะมีการเทขายเหรียญดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนจากเหรียญดิจิทัลให้กลายเป็นเงินบาทไทย ซึ่งกลุ่มคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็น 1.หัวหน้า ทำหน้าที่ สั่งการ 2.กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ทำหน้าที่ติดต่อพูดคุยและหลอกลวงเหยื่อ 3.กลุ่มนายหน้า จัดหาบัญชีม้าและกระเป๋าวอลเล็ตม้า รวบรวมบัญชีต่างๆ นำไปมอบให้กับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ 4.กลุ่มบัญชีม้าและกระเป๋าวอลเล็ตม้า ทำหน้าที่รับจ้างเปิดบัญชีและกระเป๋าเงินดิจิทัล 5.กลุ่มที่ทำหน้าที่ฟอกเงิน โดยนำเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงไปซื้อทรัพย์สินมีค่าและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เจ้าหน้าที่จึงได้มีการ รวบรวมหลักฐานและเข้าตรวจค้นพร้อมจับกุมผู้ร่วมขบวนการซึ่งเป็นชาวจีนและชาวไทย โดยเป็นกลุ่มระดับสั่งการผู้บริหาร ดูแลเรื่องการฟอกเงินและรับผลประโยชน์ 6 ราย และส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท.เพื่อดำเนินคดี
พ.ต.ท.พรเสกข์กล่าวว่า จากการขยายผลและตรวจสอบพยานหลักฐานพบว่า กลุ่มผู้ต้องหายังมีการหลอกลวงอีกหนึ่งแผนประทุษกรรมคือการแอบอ้างว่าเป็นนักลงทุนชื่อดังต่างๆ เพื่อชักชวนกลุ่มผู้เสียหายในการหลอกลงทุนอีกด้วย
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการจับกุมดังกล่าวสามารถตรวจยึดทรัพย์สินของมีค่าหลายรายการ อาทิ บ้านหรู 1 หลังมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท รถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน เงินสด (เงินไทยและต่างประเทศ) รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท สร้อยคอทองคำ นาฬิกาหรู กระเป๋าแบรนด์เนม คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ และเหรียญดิจิทัลสกุลต่างๆ มูลค่า 2 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท


