ชาวบ้านรอเก้อ ส.ป.ก.เบี้ยวรังวัด กรณีที่พักสงฆ์สร้างคร่อมปราสาทหินบ้านหลุ่งตะเคียน
วันที่ 6 กรกฎาคม จากกรณีชาวบ้านในอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ลุกขึ้นมารวมตัวทวงคืนปราสาทหินโบราณอายุนับพันปีคืน หลังจากที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาทได้เข้ามาใช้พื้นที่โบราณสถาน สร้างอาคารปฏิบัติธรรม ทับคร่อมลงไปกลาง “ปราสาทหินบ้านหลุ่งตะเคียน”
ซึ่งต่อมา ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังกรมศิลปากร จนมีคำสั่งลงวันที่ 29 กันยายน 2565 ให้รื้ออาคารศาลาปฏิบัติธรรมออกเพราะปลูกสร้างโดยไม่ขออนุญาตอธิบดีกรมศิลปากร จนมีการฟ้องร้องไปยังศาลปกครองจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งคุ้มครองคำสั่งรื้อถอนไว้ กระทั่งล่าสุดศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำร้องการขอคุ้มครองคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เนื่องจากมีดุลยพินิจว่า การที่มีการปลูกสร้างอาคารขนาดใหญ่คร่อมทับลงไปที่ตัวปราสาทหินซึ่งเป็นโบราณสถาน อาจส่งผลทำให้เกิดผลกระทบกับโครงสร้างของโบราณสถานได้ ซึ่งคำสั่งของกรมศิลปากรเป็นคำสั่งโดยชอบแล้ว

และเมื่อตัวแทนชาวบ้านได้ร้องไปที่ ส.ป.ก.หลังจากพบเอกสารหลักฐานการรังวัดของสภาตำบลหลุ่งตะเคียน เมื่อปี พ.ศ.2536 ระบุว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์ ก่อนที่กรมศิลปากรจะประกาศพื้นที่โบราณสถาน ทาง ส.ป.ก.นครราชสีมา จึงนัดหมายชาวบ้านอายุระหว่าง 70-80 ปี ที่มีชีวิตอยู่ในขณะมีการรังวัด รวมถึง ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ร่วมลงพื้นที่ชี้แนวเขตที่ดิน ส.ป.ก. เมื่อวานนี้ (5 กรกฎาคม 2567) แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จังหวัด กลับไม่ลงพื้นที่มาตามนัด
ซึ่งนางประคอง บังพิมาย หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านห้วยแถลงที่ออกมาติดตามความคืบหน้า บอกว่า ส.ป.ก.นัดแนะให้มาร่วมชี้แนวเขต ส.ป.ก.บริเวณปราสาทหลุ่งตะเตียน แต่ ส.ป.ก.กลับเบี้ยวมามารังวัดชี้แนวเขต ชาวบ้านจึงร้องไปทางอำเภอให้ช่วยติดตามเรื่อง ซึ่งนายอำเภอห้วยแถลงรับปากจะประสานเรื่องไปถึง ส.ป.ก.ให้มาดำเนินการโดยเร็ว ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจ พร้อมจะสู้ต่อทวงคืนที่โบราณสถานกลับคืนมา

จากการสอบถามไปยัง ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ผู้รับมอบอำนาจของที่พักสงฆ์ฯ ได้นำหลักฐาน ส.ค.1 ไปยื่น โดยอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ทำให้ สปก.ไม่สามารถออกไปรังวัดได้ เกรงว่า อาจถูกร้องเรียนได้ ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ชาวบ้านมองว่า เอกสาร ส.ค.1 มิใช่หลักฐานของทางราชการและยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์ความถูกต้อง แต่ ส.ป.ก.กลับรับเรื่องโดยไม่สนใจหลักฐานของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านต่างพากันยกพวกไปที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง โดยยื่นหนังสือให้นายอำเภอ ช่วยประสาน ส.ป.ก.จังหวัด ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส เนื่องจากในคราวที่พักสงฆ์ มีการรังวัดขอออกโฉนดเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา ส.ป.ก.ก็ไม่เคยออกมาคัดค้านการขอออกโฉนด ทั้งที่เป็นการรังวัดออกโฉนดในพื้นที่ ส.ป.ก.เอง ชาวบ้านจึงเกรงว่า อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึง อาจส่งผลกระทบกับการรื้อถอนอาคารที่พักสงฆ์ที่ปลูกคร่อมทับตัวปราสาทหินฯ ที่อาจมีการถ่วงเวลาการรื้อถอนให้เนิ่นนานออกไป

และจากการเข้าพบนายอดุลย์ มูลหา ปลัดอาวุธโสอำเภอห้วยแถลง ได้เปิดเผยว่า ได้แจ้งให้ พ.จ.อ.สมพงษ์ หมั่นสาร นายอำเภอห้วยแถลง ได้ทราบถึงความไม่สบายใจของชาวบ้านที่ได้เดินทางเข้าพบในครั้งนี้แล้ว หลังจากนี้ทางอำเภอจะเป็นผู้ออกหนังสือประสานไปยัง ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา ให้ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดิน ป่าไม้นครราชสีมา กรมศิลปากร ตัวแทนชาวบ้าน ตัวแทนที่พักสงฆ์ รวมถึง หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมประชุมหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อพิพาทโดยเร็ว เพื่อให้สามารถรื้ออาคารที่บุกรุกพื้นที่โบราณสถานและพื้นที่สาธารณประโยชน์ออกโดยเร็วที่สุด

