คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ติดตามปัญหากองกากยิปซัมของ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พร้อมสั่ง อุตสาหกรรมจังหวัด รายงานต่อคณะฯ ภายใน 15 วัน
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมติดตามปัญหา กองกากยิปซัมของ บริษัท ซันชาย ไบโอเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (บริษัท ซันชายฯ) ที่ตั้งอยู่ใน ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี
โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 50 คน มาจากหลายภาคส่วนในจังหวัด อาทิ ปลัดจังหวัดปราจีนบุรี รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (อจ.) ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ บริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการ ตัวแทน NGO และชาวบ้านที่ได้รับผลพระทบ
นายสุนทร แก้วสว่าง รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อปี 2566 ชาวบ้าน อ.ศรีมหาโพธิ และชาวบ้านเขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี ได้เข้าร้องเรียนต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชุมชน จากการที่มียิปซัมมากองไว้บริเวณพื้นที่ชุมชน หมู่ที่ 8 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยเอกชนรายหนึ่งซื้อไว้เพื่อนำไปผลิตเป็นสารปรับปรุงดิน ซึ่งยิปซัมสังเคราะห์เป็นกากอุตสาหกรรมจากโรงงานของ บ.ซันชายฯ

ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2566 นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งให้ บ.ซันชายฯ ขนยิปซัมสังเคราะห์ดังกล่าวกลับเข้ามาไว้ในบริเวณโรงงานฯ และดำเนินการจัดการยิปซัมสังเคราะห์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
นายสุนทรกล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการได้ขนย้ายยิปซัมสังเคราะออกจากพื้นที่ และนำไปกำจัดตามหลักวิชาการที่หลุมฝังกลบในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงมีความกังวลถึงผลกระทบต่อชุมชน ดังนั้นเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2567 อธิบดีกรมโรงงานฯ จึงให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดินและน้ำ บริเวณที่เคยกองยิปซัมสังเคราะห์และบริเวณหลุมฝังกลบในพื้นที่ ต.หัวหว้า เพื่อทดสอบในห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก ซึ่งผลปรากฎว่าไม่พบค่าของสารเคมีอันตราย ตามที่ชาวบ้านมีความกังวล
ด้าน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม กล่าวว่า ต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ. 2535 โดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ยื่นแก้เพิ่มโทษทางคดีอาญากับผู้ประกอบกิจการโรงงาน เพราะกฎหมายเดิมไม่มีโทษทางอาญา โดยเพิ่มเป็นโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อการกระทำความผิด ซึ่งได้มีการบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงผู้ประกอบการสัญชาติจีนที่กระทำความผิดซ้ำซาก คณะกรรมาธิการฯ จะรายงานต่อท่านอุปทูตจีนให้รับทราบปัญหาโรงงานนี้โดยเฉพาะ เพราะประเทศจีนมีกฎหมายที่เข้มแข็งมาก โดยให้คนจีนจัดการคนจีนด้วยกันเอง

“ผมเป็นผู้แทนอยู่ราชบุรี มีอยู่โรงงานหนึ่งที่รัฐบาลต้องเสียงบประมาณกว่า 60 ล้านบาท เคลียร์กากอุตสาหกรรมบนดิน ส่วนที่อยู่ใต้ดินประเมินใช้งบประมาณเบื้องต้น 1,000 ล้านบาท ประชาชนเดือดร้อน ร้องเรียนกันจำนวนมาก กว่า 10-20 ปี ไม่อยากให้เกิดแบบนี้ที่ปราจีนบุรี สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการใช้งบประมาณของรัฐกว่าพันล้านไปเคลียร์กากอุตสาหกรรม นำเงินตรงนี้ไปสร้างได้กี่โรงพยาบาล ซื้อเครื่องฟอกไต สร้างโรงเรียน” นายอัครเดชกล่าว
ทั้งนี้ นายอัครเดชได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี แจ้งความกับผู้ประกอบการที่ลักลอบทิ้งกากยิปซัม รายงานการดำเนินคดี พร้อมทำบันทึกแจ้งกับคณะกรรมาธิการ ภายใน 15 วัน
ด้าน นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ ตัวแทน NGO ในพื้นที่ กล่าวว่า มีการตั้งคณะทำงานของภาคประชาชนเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมภายใน จ.ปราจีนบุรี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นการประชุมแบบไตรภาคี ตนไม่มีนโยบายไปทำลายล้างอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว แต่ให้อุตสาหกรรมที่มีอยู่ สร้างงาน สร้างคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน แต่ถ้าอุตสาหกรรมที่ไหนทำไม่ดี ตนก็จะใช้มาตรการเด็ดขาดในการเอาออกไปจาก จ.ปราจีนบุรี


