วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ภญ.ศิริวรรณ ชัยสมบูรณ์พันธ์ ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม กล่าวว่า จากกรณีหนอนหัวดำระบาดรวม 16 ตำบล 55 หมู่บ้าน ทำความเสียหายหลายล้านบาท ต่อมานายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เก็บหนอนหัวดำส่งไปตรวจพิสูจน์หากพบว่าไม่มีอันตรายใดๆ สามารถรับประทานได้ เช่น ตั๊กแตน หนอนไผ่ หรือที่เรียกกันว่ารถด่วน ก็จะสนับสนุนให้มีการนำหนอนหัวดำมากินเพื่อเป็นการกำจัดให้เบาบางลงหรือหมดไปจากพื้นที่
ภญ.ศิริวรรณกล่าวว่า จากการตรวจหาเชื้อก่อโรคที่สำคัญ เช่น เชื้อโคลิฟอร์ม, เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส, เชื้อซาลโมเนลลา ซึ่งก่อโรคระบบทางเดินอาหาร, เชื้อคลอสตริเดียม ซึ่งอยู่ในดินซึ่งผลปรากฏว่าไม่พบเชื้อก่อโรคที่สำคัญดังกล่าวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามลักษณะของหนอนทั่วไปจะมีไขมันและโปรตีน ซึ่งโปรตีนบางส่วนสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ เช่น ฮิสติดีน ซึ่งสามารถแปลงเป็นฮีสตามีน บางครั้งจะเกิดการแพ้กับบางคนก็อาจแพ้แค่เป็นผื่น หรือบางคนอาจรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงครามจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าหนอนตัวไหนจะมีอันตราย
ภญ.ศิริวรรณกล่าวว่า หนอนหัวดำไม่ใช่หนอนพื้นถิ่นในประเทศไทย แต่เป็นหนอนที่ปนเปื้อนกับสินค้ามาจากประเทศศรีลังกา เมื่อหลายปีก่อน ส่งผลกระทบต่อสวนมะพร้าวทำให้ใบแห้งยืนต้นตายได้ ดังนั้นหากไม่ทำลายในพื้นที่ แต่นำออกมานอกพื้นที่ อาจทำให้แพร่ระบาดจนไม่สามารถควบคุมได้ ขอให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย ขณะที่ประเทศไทยและจังหวัดสมุทรสงครามมีความอุดมสมบูรณ์ มีอาหารการกินที่หลากหลาย จากข้อมูลจากสารานุกรมไทยพบว่ามีแมลงกินได้ในประเทศไทยประมาณ 200 ชนิด แต่ไม่มีการกล่าวถึงหนอนหัวดำแต่อย่างใดจึงไม่ควรนำหนอนหัวดำมารับประทาน เนื่องจากไม่มีประวัติในการรับประทานในประเทศไทยมาก่อน อีกทั้งยังไม่คุ้มที่จะจับหนอนหัวดำมารับประทาน

