สายเขียวบุกทำเนียบ เรียกร้องตั้งคณะกรรมการร่วมศึกษาการใช้ “กัญชา” ลั่น! หากยังดื้อจะปักหลักยาว
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย นำโดย นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย น.ส.ช่อขวัญ คิตตี้ ช่อผกา โฆษก พร้อมเครือข่ายฯ จำนวนมาก รวมตัวที่บริเวณด้านหน้าอาคารองค์กรสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ก่อนเดินขบวนไปด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการร่วมศึกษาวิจัยการใช้กัญชาในเชิงวิทยาศาสตร์ ระหว่างรัฐบาลและเครือข่ายอนาคตกัญชาไทย
โดยภายในการชุมนุมมีการแจกเสื้อยืดสีดำให้กับผู้ชุมนุมที่สั่งจองซึ่งเขียนคำว่า “คืนอนาคตกัญชาสู่ประชาชน” ไว้ที่ด้านหน้าของเสื้อ นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมบางส่วนยังมีการนำเต็นท์และของใช้ส่วนตัว เพื่อนำมาปักหลักรอฟังผลข้อเรียกร้องอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการจัดขบวน 3 แถว โดยแถวแรก นำโดยต้นกัญชาเป็นสัญลักษณ์ของการเดินขบวน แถวต่อมา ผู้ประสานงานเพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล และแถวสุดท้ายผู้ชุมนุมร่วมแบกเต็นท์ จำนวน 6 หลัง เพื่อเดินขบวนไปปักหลักชุมนุมอย่างสันติวิธีที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ในริ้วขบวนมีการชูป้ายสัญลักษณ์ อาทิ “ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด” “คืนอนาคตกัญชาสู่ประชาชน” พร้อมทั้งตะโกนคำว่า “กัญชาเสรีเพื่อผู้ป่วย เพื่อประชาชน” ด้วย
โดยตลอดเส้นทางมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกจราจร และรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น


ต่อมาเวลา 14.00 น. นายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกมาบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายฯ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ โดยระบุว่า คาดว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะสามารถให้คำตอบได้ภายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้

นายประสิทธิ์ชัย ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้มีความขัดแย้งเรื่องกัญชา รัฐบาลอยากจะควบคุมกัญชาด้วยกฎหมายยาเสพติด แต่เครือข่ายไม่เห็นด้วย และคิดว่าควรจะคุมด้วยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เฉพาะ ที่เรียกว่า พ.ร.บ.กัญชา เนื่องจากจะสามารถออกแบบกลไกเชิงระบบ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การปลูก จนถึงการแปรรูปเพื่อส่งออก ที่สำคัญยังสามารถออกแบบกฎหมายหมวดสำคัญ คือ กลไกคุ้มครองผู้บริโภค
“สิ่งเหล่านี้ในประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่มี แม้กระทั่งมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคใดๆ ฉะนั้น การควบคุมโดยใช้ พ.ร.บ.จะมีประสิทธิภาพมากกว่า” นายประสิทธิ์ชัยกล่าวและว่า
เครือข่ายมีข้อเสนอให้ตั้งกรรมการร่วมระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายเครือข่าย เพื่อพิสูจน์ 4 ข้อเท็จจริง และหากข้อเท็จจริงถูกพิสูจน์ว่า กัญชาไม่ได้ร้าย ต้องให้กัญชาถูกควบคุมโดย พ.ร.บ. ดังนี้
1.ผลทางกาย เปรียบเทียบระหว่างกัญชา บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้ากัญชามีผลต่อร่างกายร้ายแรงกว่าสามารถนำกลับไปควบคุมในประมวลกฎหมายยาเสพติดได้
2.ผลต่อสังคม ให้ดูว่า 2 ปีที่ผ่านมา กัญชาทำร้ายสังคมมากกว่าบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่
3.กัญชามีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาโรคมากกว่าบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่
4.กัญชาก่อให้เกิดโรคทางจิตเวชและทำลายสมองเด็กจริงหรือไม่
นายประสิทธิ์ชัยกล่าวว่า ทั้ง 4 ข้อนี้ หากพิสูจน์แล้วว่า กัญชามีผลร้ายแรงจริง ให้กลับเข้าไปควบคุมในยาเสพติด แต่ถ้าพิสูจน์แล้วว่ากัญชาไม่ได้ร้าย ให้กลับไปควบคุมโดย พ.ร.บ.เฉพาะ
“วันนี้ทางผู้ชุมนุมจะปักหลักอยู่ที่สะพานชมัยมรุเชฐจนกว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอ เพราะเป็นหลักสากล เมื่อเกิดความขัดแย้งก็ต้องมีคณะกรรมการร่วมมาตัดสิน และคณะกรรมการร่วมนั้น ต้องไม่ถกเถียงกันด้วยอารมณ์ ความรู้สึก แต่ต้องใช้กระบวนการศึกษาการวิจัย นี่คือสิ่งที่เราคิดว่า ถ้ารัฐบาลไม่รับหลักสากลนี้ แสดงว่ารัฐบาลมีเป้าหมายที่ต้องการผูกขาด ส่วนเราจะนั่งหรือมีปฏิบัติการอื่นใดมากไปกว่านี้ ต้องดูตามสถานการณ์อีกที ถ้า นายเศรษฐา ทวีสิน ยังดื้อ เราจะปักหลักอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ จนกว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอ” นายประสิทธิ์ชัยกล่าว

นอกจากนี้ นายประสิทธิชัยกล่าวด้วยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาพูดตลอดเวลาว่า กัญชาต้องควบคุมโดยประมวลกฎหมายยาเสพติด เพราะว่าจะคุ้มครองเยาวชนได้ และมีข้อมูลว่า กัญชาทำให้คนเป็นโรคทางจิตเวชต้องรักษาถึง 17,000 ล้านบาท ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเครือข่ายเชื่อว่าเป็นข้อมูลเท็จ
“มีข้อมูลหนึ่งที่สำรวจโรงพยาบาลใน จ.กาฬสินธุ์ 18 โรงพยาบาล พบว่าใน 100 คน มีการตรวจผู้ป่วยเพียง 36 คน และในจำนวนนั้น มีเพียงเกือบครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ใช้สารกัญชา และไม่ได้ตรวจต่อว่า ผู้ป่วยที่ใช้สารกัญชาได้ใช้สารเสพติดอื่นร่วมหรือไม่ และเหมารวมว่า ทั้ง 100 คน ได้รับผลข้างเคียงจากกัญชา ซึ่งถ้าพิสูจน์ไปต่อทุกโรงพยาบาลจะพบว่า สธ.กำลังปั้นข้อมูลเท็จออกมา ที่ไม่ว่าจะจ้างนักวิชาการคนไหนมาก็ตาม มาศึกษาวิจัยกัญชาจะผิดเพี้ยนเหมือนกันหมด เพราะใช้ฐานข้อมูลที่ผิดจนส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง” นายประสิทธิ์ชัยกล่าวและว่า ในสมัย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการ สธ. มีการหารือกันโดยใช้หลักการไม่ให้กัญชาเป็นยาเสพติดและทำ พ.ร.บ.ด้วยกันจนเสร็จสิ้น หลังจากนั้น จึงมีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ถูกปัดตก เนื่องจากว่าเป้าหมายของ ครม.ต้องการให้ควบคุมด้วยกฎหมายยาเสพติด หลังจาก นพ.ชลน่าน พ้นตำแหน่งไปเพียง 7 วัน กัญชาจึงถูกนำกลับไปเป็นยาเสพติด
ช่วงคาบเกี่ยว 7 วัน จึงเกิดข้อสงสัยว่า มีข้อเท็จจริงอะไรที่ทำให้กัญชาร้ายแรงและนำไปสู่การเปลี่ยนแนวคิด ซึ่งในโลกความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ที่เวลาแค่นั้นจะเกิดหายนะกับกัญชา แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีเป้าหมายและจุดประสงค์อื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง
นายประสิทธิ์ชัยกล่าวว่า ประเด็นต่อมาคือ ในการพูดคุยกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. เครือข่ายพบนักธุรกิจจำนวนเกือบ 100 คน อยู่ในห้องประชุม และที่แปลกที่สุดคือ ตามระเบียบ หากเกิดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนและรัฐบาล จะต้องมีการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายนี้ แต่เหตุใดมีนักธุรกิจใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กันมาเนิ่นนานนั่งร่วมประชุมคู่กับรัฐมนตรีว่าการ สธ.เจรจากับประชาชน นี่คือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่ากัญชาที่ถูกควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติดเป็นผลประโยชน์ล้วนๆ ไม่มีข้อเท็จจริงเพื่อคุ้มครองเยาวชนแต่อย่างใด


