ตร.รวบ ผู้ต้องหาหลบหนี หมายจับครอบครองยาเสพติด หลังเกิดเหตุรถชนแล้วหนี พบยาเค 1 กก. ตกอยู่
ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล กำหนดให้มีการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนโดยเน้นการแพร่กระจายเข้าสู่สังคมและเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมอื่นๆ
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ตำรวจพร้อมชุดปฏิบัติการที่ 4 ดำเนินการเจ้าหน้าที่ กก.สส.1 บก.สส.บช.น. ได้ร่วมกันจับกุมตัว
นายสมาน (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี บุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 82/2566 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”
สถานที่จับกุม บริเวณหน้าตลาดนัด ซอยสวนผัก 7 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

พฤติการณ์ ตามวันเวลาที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชน (ไม่มีคู่กรณี) จึงเดินทางไปตรวจสอบพบยาเสพติด (เคตามีน) น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ตกอยู่ใกล้ตัวรถและผู้ขับขี่ได้หลบหนีไป สอบถามพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า
ช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีการปรับปรุงถนน ต่อมาได้มีรถยนต์เกิดอุบัติเหตุโดยไม่มีคู่กรณี คนงานทำถนนเห็นและจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ผู้ขับขี่รถและผู้โดยสารได้วิ่งหนีไป
จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาตรวจสอบ พบของกลางยาเคตามีนและโทรศัพท์ของผู้ต้องหาตกอยู่ในรถ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
ตรวจสอบประวัติการต้องคดีของนายสมาน พบมีดังนี้
- ปี 2555 ข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ท้องที่ สน.บางยี่ขัน
- ปี 2561 ข้อหา จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ท้องที่ สน.บวรมงคล
- ปี 2565 ข้อหา ตัวการ ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 34 หรือมาตรา 35 (3) ท้องที่ สภ.ลาดหลุมแก้ว ภ.จว.ปทุมธานี
ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ จากนั้นได้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ลาดหลุมแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้สืบสวนจับกุมคนร้ายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่เน้นการแพร่กระจายเข้าสู่สังคมอันเป็นการตัดวงจรต้นเหตุของอาชญากรรมอื่นๆ
จึงขอเตือนภัยไปยังผู้ที่จะทดลองเสพยาเสพติดหรือจำหน่ายยาเสพติดทุกชนิด ล้วนมีผลเสียต่อตนเองและครอบครัว อีกทั้งยังสร้างความเสียหายแก่สังคมส่วนรวม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

