สตม.รวบ 3 เคสต่างชาติเข้าข่ายภัยสังคมหนีคดีกบดานไทย

10.07.24 | 13:26 น.

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.5 ปฏิบัติราชการ บก.ตม.1, พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., และ พ.ต.อ.รัฐพงศ์ แก้วยอด ผกก.4, บก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงจับกุม MR.WEI CHIA-MING (นามสมมติ) อายุ 53 ปี สัญชาติไต้หวัน ก่อนจับกุม กก.สส.บก.ตม.1 รับแจ้งพบชายต้องสงสัยเข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายบริเวณที่พักอาศัยซอยแจ้งวัฒนะ 10 เขตหลักสี่ กทม.จึงสืบสวนหาข่าวทราบว่าชายคนดังกล่าวอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดแล้วและประสานงานกับสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทยตรวจสอบประวัติพบมีประวัติก่ออาชญากรรมความผิดฐานฉ้อโกงเงินของรัฐบาลโดยปลอมแปลงเอกสารใบรับรองแพทย์ของบุคคลอื่นและแอบอ้างเป็นทนายความเพื่อเบิกเงินสวัสดิการ ประกันสังคม ส่วนใหญ่เป็นแรงงานคนไทยที่เคยไปทำงานไต้หวันมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท กก.สส.บก.ตม.1 จึงเฝ้าติดตามสืบสวน ทราบว่าผู้ต้องหาแอบมาหลบซ่อนตัวอยู่กับหญิงไทยจึงวางแผนจับกุม ข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี


คดีที่สอง พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่า พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รองผกก.สืบสวน บก.ตม. 1 รับการประสานจากพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)ให้สืบสวนติดตาม Mr.ICHIRO (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติญี่ปุ่น มีพฤติการณ์ลักษณะเป็นภัยต่อสังคมเนื่องจากน.ส.บี (นามสมมติ) สัญชาติไทย แจ้งความลงบันทึกประจำวันว่าถูกผู้ต้องหาอดีตแฟนหนุ่มทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว มีอารมณ์รุนแรง มักจะส่งข้อความมาขู่ฆ่า ส่งรูปอาวุธปืน เครื่องกระสุน หรือคลิปวิดีโอที่ถ่ายบริเวณละแวกบ้านพักผู้เสียหายมาเพื่อคุกคาม ต่อมาตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้ต้องหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และรับข้อมูลจากครอบครัว ผู้เสียหายว่าผู้ต้องหาอยู่ในอาการคล้ายมึนเมา ก้าวร้าว เดินทางมาวนเวียนหาตัวผู้เสียหาย โดยส่งคลิปสถานที่ละแวกบ้านพร้อมข้อความขู่ฆ่า กก.1 บก.สส.สตม. จึงวางกำลังคุ้มครองผู้เสียหาย และแฝงตัวเฝ้าตรวจสอบพบรถยนต์หรูขับวนเวียนไปมาที่ ถ.เจริญกรุงเขตบางคอแหลม กทม.จึงขอตรวจสอบพบผู้ต้องหานั่งอยู่ในรถยนต์คันดังกล่าว จึงจับกุมดำเนินคดี จากการประสานข้อมูลกับทางการญี่ปุ่นรับแจ้งว่าผู้ต้องหาเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมมีชื่อในประเทศญี่ปุ่นร่วมกับพวกรวม 5 คน ก่อคดีอุ้มลักพาตัวทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยวในเขตกรุงโตเกียว หลังจากนั้นหลบหนีมากบดานในประเทศไทยและมาก่อความรุนแรงกับหญิงไทยจนถูกจับกุม

คดีที่สาม พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่า กก.4 บก.สส.สตม. ร่วมกับ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. ร่วมกันสืบสวนในทางลับเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ทำหนังสือเดินทางปลอมทราบว่ามีขบวนการรับทำหนังสือเดินทางและจำหน่ายหนังสือเดินทางปลอมในประเทศไทย พบว่าขบวนการดังกล่าวลงโฆษณาอย่างโจ่งแจ้งในแอพพลิเคชั่นและผ่านเว็บไซต์ต่างๆว่าสามารถทำหนังสือเดินทางได้ 15 สัญชาติเป็นการขอสัญชาติแบบ ถูกต้อง โดยชำระเงินผ่านบัญชีเงินดิจิทัล และเปิดบริษัทในประเทศไทยเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยมีผู้เสียหายหลายคนหลงเชื่อและติดต่อไปซึ่งผู้เสียหายหลายรายไม่ได้รับหนังสือเดินทาง และบางรายที่ได้รับหนังสือเดินทางก็เป็นหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้น ตรวจสอบพบว่าหนังสือเดินทางที่ปลอมนั้นส่งมาโดยบริษัทขนส่งจากประเทศโดมินิกันชุดสืบสวนประสานกับหน่วยสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อสืบสวนขยายผลทราบว่าหัวหน้ากลุ่มขบวนการคือนายอาเทม (นามสมมติ) สัญชาติรัสเซีย จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจาก ศาลอาญากรุงเทพใต้จับกุมนายอาเทม ข้อหา “ทำหนังสือเดินทางปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดฯ, จำหน่ายหนังสือเดินทางปลอมฯ, นำเข้าหนังสือเดินทางปลอมฯ” และขออนุมัติหมายค้นจากศาลตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง 12 รายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก สมุดบัญชีและบัตรเครดิตของต่างประเทศ ตรวจสอบขยายผลพบว่าขบวนการดังกล่าว มีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีบุคคลที่อยู่ต่างประเทศที่ประเทศโดมินิกันรับคำสั่งทำหนังสือเดินทางปลอม นายอาเทม ทำหน้าที่โฆษณาและพูดคุยกับผู้เสียหายทั้งหมดและจัดการเรื่องเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายทั้งนี้ผู้เสียหายไม่ทราบว่าหนังสือเดินทางนั้นเป็นของปลอมทำให้มีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมากโดยติดต่อซื้อขายนั้นกระทำผ่านแอพพลิเคชั่น TELEGRAM โดยความเสียหายที่ตรวจพบเบื้องต้นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท