ชัชชาติ รับ ดับเพลิงตรอกโพธิ์มีปัญหา สั่ง 37,000 ถัง กระจายลงชุมชน
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยมี นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก.เขตลาดกระบัง เป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร
ในตอนหนึ่ง นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ พรรคเพื่อไทย ตั้งญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “ขอให้กรุงเทพมหานครจัดทำแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอัคคีภัย”

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกทม. ชี้แจงว่า เรื่องไฟไหม้เป็นเรื่องสำคัญและเรื่องใหญ่ ซึ่งตอนที่เราเข้ามาเป็นผู้บริหาร และเริ่มสภาสัปดาห์แรกก็มีไฟไหม้ใหญ่เลยที่บ่อนไก่ หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เราได้สำรวจหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประปาหัวแดง ถังชุมชน หรือ การซ้อมหนีไฟต่างๆในชุมชนอีกด้วย
“เรื่องประปาหัวแดงก็เป็นเรื่องสำคัญ เราก็มีการทำตัวตำแหน่ง มีทั้งอยู่ประมาณ 24,000 หัวทั่วกรุงเทพมหานคร จากเหตุการณ์ที่บ่อนไก่มีการวิเคราะห์กับการประปานครหลวงว่า มีพื้นที่ต้องเพิ่มอีก 258 จุด ตามจริงใส่ไปเพิ่มในงบประมาณปี 2567 แล้ว เป็นส่วนงบประมาณอุดหนุน แต่ปรากฏว่าเงินอุดหนุนไปให้การประปาไม่ได้ เพราะการประปาเป็นรัฐวิสากิจที่มีกำไร ซึ่งต้องมีการแก้ข้อบัญญัติในตรงนี้ คิดว่าตัว MOU หรือ MOA ที่ได้กล่าวจะมีการเร่งทำขึ้นมาก่อนประมาณ 30-40 หัว เรื่องประปาหัวแดงก็เร่งดำเนินการอยู่” นายชัชชาติระบุ
นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนเรื่องถังดับเพลิงมีการประมูล 2 ล็อต ซึ่งล็อตแรกประมาณ 1 หมื่นถัง ก็มีข้อร้องเรียน แต่คิดว่าเดือนนี้น่าจะเรียบร้อยส่งของได้ 1 หมื่นถังได้ ส่วนอีกล็อต คือ 27,000 ถัง ฉะนั้นทั้งหมดเราก็จะมี 37,000 ถังที่กระจายลงชุมชนละ ประมาณ 9,000 ถัง ตลอด 4 เดือนข้างหน้านี้ ส่วนชุมชนไหนที่ขาดแคลน หรือ การกระจายลงพื้นที่ที่ไม่ใช่ชุมชน เดี๋ยวให้ทางเขตไปพิจารณากำหนดจุดที่เหมาะสมอีกทีหนึ่ง
นายชัชชาติกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่ 3 คือ เรื่องการดับเพลิง จากที่ท่านสมาชิกได้กล่าวก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหาจริง 2 ส่วน เรื่องแรก คือ กรณีของตรอกโพธิ์ มีการตัดไฟจากไฟฟ้านครหลวง ซึ่งอาจจะมีการประสานงานที่ไม่ดีพอนัก อาจจะมีบางส่วนที่พนักงานดับเพลิงโดนไฟดูดก็มี อันนี้ก็ต้องประสานงานดีขึ้น
ส่วนอันที่ 2 คือ ลำดับขั้นในการเข้าดับเพลิง เพราะกรณีของตรอกโพธิ์เราใช้เวลาประมาณ 6 นาที จากรถดับเพลิงของเราจากสถานีดับเพลิงวัดภูเขาทอง ปรากฏว่าอาสาสมัครบรรเทาภัยที่เป็นเอกชน เขาไปถึงก่อน เขาเป็นรถกระบะ ก็ช่วยในการดับก่อน แต่มีผลต่อเนื่องไฟลามไปยังอาคารสูง ที่ต้องใช้บันไดขึ้นไปดับ
“ปรากฏว่ารถเล็กที่เป็นรถของอาสาสมัคร จอดหน้าตึกสูงหมดเลย เพราะเราไม่คิดว่าไฟจะไหม้ตึกสูง จึงต้องมีการให้ถอยรถกระบะออก เอารถบันไดเข้าไป ผมคิดว่าการประสานงานระหว่างอาสาสมัครก็เป็นส่วนสำคัญกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดประสานงานอย่างครบถ้วน ลำดับการเข้าก่อน-หลัง บัญชีการระงับเหตุต้องมีการประสานให้ละเอียดขึ้น อันนี้เราก็มีการประสานงานกันอยู่ มีการฝึกร่วม แต่บางครั้งพอเกิดเหตุทุกคนก็มุ่งมาช่วยกันแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าอาจจะต้องมีการฝึกซ้อมร่วมนี้มากขึ้น” นายชัชชาติเผย

นายชัชชาติกล่าวว่า เรื่องที่ 4 คือ เรื่องการซ้อมในชุมชน คือ พอมีเหตุกาณ์หนึ่งปีที่แล้วมีไฟไหม้ที่สาทร มีเยาวชนเสียชีวิต 1 คน เพราะเวลาเกิดภัยไม่รู้จะหนีไปไหน จึงหนีเขาไปแอบในห้องน้ำ ปู่ ย่า หนีออกมาได้หมดนึกว่าหลานออกมาแล้ว ก็ทำให้เกิดการเสียชีวิตขึ้น อันนี้ก็เป็นบทเรียนที่เราเอามาให้เกิดการฝึกซ้อมหนีไฟในแต่ละชุมชน เพราะจะได้รู้ว่าเส้นทางไหนที่ต้องหนีออกมา อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการดับไฟ แต่ให้หนีไฟให้ถูก
นายชัชชาติกล่าวอีกว่า ปีนี้เราซ้อมไป 370 แห่ง ซึ่งชุมชนตรอกโพธิ์ก็เป็นหนึ่งในชุมชนที่เราซ้อมเส้นทางการหนีไฟในตอนต้นปีด้วย อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่ช่วยให้ไม่มีผู้เสียชีวิต หรือ บาดเจ็บหนักในชุมชนนี้ ส่วนเรื่องการบริจาคผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เราก็อยากจะช่วยทุกคนถ้าเกิดมีแนวทางปฏิบัติได้ชัดเจนเพื่อเกิดความโปร่งใส แล้วจะเอาคำแนะนำของท่านสมากชิกไปปรับ
“ตอนนี้เรามีโครงการที่เรียกว่า BKK Food bank ที่เราจะเก็บสะสมเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับผู้เปราะบางไว้ ตามจริงแล้วก็เปิดทุกเขต แล้วถ้าหากว่ามีเหตุที่ต้องช่วยเหลือผู้เปราะบาง หรือ ผู้ประสบเหตุต่างๆ ช่วงที่ไม่มีภัยก็เอามาบริจาคไว้ที่ Food bank นี้ได้
ถึงเวลาที่เกิดภัยเราก็สามารถที่จะเอาของเหล่านี้ไปให้ผู้ประสบภัยได้ทันที ก็จะทำให้เรามีสต็อกของสำหรับอุปโภคบริโภคสำหรับผู้ที่มีเกินมาแบ่งปันได้ อันนี้จะช่วยให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน คนจะได้ไม่ต้องไปแออัดเพื่อบริจาคของกัน ก็คือทยอยบริจาคแล้วเก็บไว้ที่โกดังของเรา แล้วเอาของจากคนที่บริจาคไว้ไปไปแบ่งปันได้ ส่วนแนวคิดที่ว่าจะเอาเงินบริจาคไปช่วยเหลือ ก็คงจะรับไปดำเนินการแล้วหาทางที่รอบครอบและโปร่งใสอีกครั้งหนึ่ง” นายชัชชาติทิ้งท้าย

ขณะที่ น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกทม. กล่าวว่า ตอนที่เก็บถังดับเพลิงกลับมานั้น กทม.เก็บมาทั้งหมด 28,137 ถัง โดยเลือกเก็บเฉพาะถังที่เสื่อมสภาพและกลับไปใช้ไม่ได้แล้วทั้งสิ้น จะไม่มีถังที่นำกลับเอามาเติม หรือนำกลับมาใช้ใหม่ โดยถังที่ปรากฎอยู่บนแมพ มีอยู่ 33,000 กว่าถัง ซึ่งยังคงอยู่ในชุมชน และเป็นถังที่แสดงให้เห็นถึงสีและชนิดของถังดับเพลิงที่อยู่ในตำแหน่งของชุมชนตามจริง
ทั้งนี้ ถังดับเพลิงแบ่งซื้อทั้งหมด 2 ปีงบประมาณ โดยแบ่งออกเป็นงบประมาณปี 2566 จำนวน 9,979 ถัง แต่เนื่องจากมีปัญหา tor เล็กน้อย และจะนำส่งในเดือนกันยายน และติดตั้งได้ในเดือนตุลาคมของปี 2567 ซึ่งมีความล่าช้าไป 1 เดือน เนื่องจากตามมาตรฐานของการขนส่ง แม้ว่าถังดับเพลิงจะซื้อมาแบบมีมอก. แต่ต้องมีการส่งทวนมาตรฐานของถังก่อนนำไปติดตั้งอีก 1 รอบ ฉะนั้นการติดตั้งถังดับเพลิงปี 2566 จะเป็นแบบนี้ ส่วนของปี 2567 ได้นำส่งล็อตแรกแล้วจำนวน 9,240 ถังในเดือนนี้ และกำลังตรวจสภาพอยู่ ตอนนี้ล็อตแรกของล็อตแรกที่ส่งตรวจสภาพได้นำกลับมาแล้ว และคาดการณ์ว่าภายในอาทิตย์หน้าจะสามารถติดตั้งได้
“ในส่วนของหลักการติดตั้งถังดับเพลิง เราจะติดตั้ง 5 หลังคาเรือนต่อ 1 ถังในกรณีที่ชุมชนมีข้อตกลงว่า ไม่ติดหน้าบ้าน แต่นำไปรวมกันในที่หนึ่งเพื่อสะดวกในการขน เราก็จะให้เป็นเช่นนั้น โดยมีการจดทะเบียนขึ้นคิวอาร์โค้ดของเราในทุกถัง ส่วนข้อมูลของสถานประกอบการที่ตรวจ ท่านผู้ว่าฯ ได้มีคำสั่งให้ตรวจตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ที่สัตหีบ โดยเราตรวจสถานประกอบการ 621 แห่ง และมีการทำฐานข้อมูลของถังดับเพลิงในสถานประกอบการด้วย แต่อยู่ในฐานข้อมูลดีแมพอีกชุดหนึ่ง ยังไม่ได้รวมเข้ามาถังดับเพลิง เพราะฉะนั้น ล็อตของปี 2566 เกิดจากการวิเคราะห์ช่องว่าง ส่วนล็อตของปี 2567 เกิดจากการเก็บถังกลับมา” น.ส.ทวิดา กล่าว
น.ส.ทวิดา กล่าวต่อว่า จะมีการตรวจสอบสภาพประปาหัวแดง โดยสถานีดับเพลิงที่รับผิดชอบโดยเขตพื้นที่ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งรอบล่าสุดที่เพิ่งตรวจไปคือเดือนธันวาคม ปี 2566 มีการมาร์คจุด สีส้ม แสดงให้เห็นว่าเป็นหัวที่มีข้อชำรุด และปรับปรุงแก้ไข โดย 258 ประปาหัวแดงที่จะติดตั้งนั้น ด้วยความที่เราติดขัดในเรื่องข้อบัญญัติ จะต้องมีการแก้ไขข้อบัญญัติก่อน โดยระหว่างรอการแก้ไข
เราจึงได้ประสานงานไปทางการประปานครหลวง โดยการประปานครหลวงได้เสนอเรื่องนี้ไปที่บอร์ด โดยใน 258 หัวมีอยู่ 44 หัวที่เป็นหัวเร่งด่วน การประปานครหลวงจึงตัดสินใจเป็นผู้ติดตั้งเองทั้งหมดในระหว่างรอการแก้ไขบัญญัติ โดยคาดว่าจะแก้ข้อบัญญัติเสนอต่อสภาภายในเดือนตุลาคม ปี 2567 และจะสามารถติดตั้งภายในปลายปี-ต้นปี 2568
ส่วนรถดับเพลิงที่มีการซ่อมอยู่ในงบประมาณปี 2568 โดยเฉพาะเขตทุ่งครุ คือ รถดับเพลิง 1 หมื่นลิตร ได้ซ่อมกลับมาแล้ว และจะซื้อรถดับเพลิงขนาดใหญ่ 1 หมื่นลิตรเพิ่มอีก 6 คัน ประจำการอยู่เขตรอบนอกกรุงเทพ เนื่องจากเดือนเมษาที่ผ่านมา มีเหตุไฟไม้หญ้าและกองขยะ มากสุด 1 วัน 29 ครั้งที่ออกหน่วยในพื้นที่ที่กว้าง ดังนั้นจึงต้องเสริมทรัพยากร

“ส่วนการแจกถังดับเพลิงนอกชุมชนจัดตั้ง ตามระเบียบของกทม. เราสามารถแจกได้ตามเกณฑ์ความเสี่ยงของแต่ละชุมชน ตอนนี้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทำเกณฑ์นั้นอยู่ และจะมีการพิจารณาสั่งซื้อต่อไป” น.ส.ทวิดากล่าว
น.ส.ทวิดา กล่าวต่อว่า สำหรับการเปลี่ยนเป็นหัวฉีดน้ำดับเพลิงแบบด้ามจับ (หัวฟ็อกซ์) ขณะนี้อยู่ในงบประมาณปี 2568 ในการซื้อเพิ่มสถานีละ 2 หัว ส่วนการที่จะเอาให้อปพร. สามารถใช้ทรัพยากรได้นั้น ในเบื้องต้น อปพร. สามารถใช้รถกระบะของงานปกครอง และนำหาบหามขึ้นและใช้อุปกรณ์ได้ แต่ในการที่จะให้อปพร. ใช้อุปกรณ์ได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะการมีหัวฟ็อกซ์เป็นของหน่วยงานเอง ตนขออนุญาตศึกษาถึงความเหมาะสมและการจัดสรรให้ได้อนาคต
ส่วนเรื่องที่พัก ปัจจุบันในงบประมาณปี 2568 โดยจะมีการปรับเรื่องอาคารที่พักให้กับสถานีดับเพลิงให้เพียงพอต่อการอยู่ทั้งเวรหลักและเวรรอง และของสถานีทุ่งครุเอง อยู่ในงบประมาณปี 2569 ทั้งนี้ในงบประมาณปี 2568 ที่ท่านสมาชิกถามถึง นอกจาก 4 ล็อตที่จะลงในแต่ละเดือนถัดกันนี้แล้ว ในปี 2568 ยังได้มีการของบเพิ่มอีก 18,000 ถังเพื่อเติมใน 5 หลังคาเรือนต่อ 1 ถังที่ได้วิเคราะห์ไว้

“สุดท้าย ทางกทม.มีการสำรวจในเรื่องของความเสี่ยงและจัดสรรเป็นความเสี่ยง โดยในงบประมาณปี 2567 มีการซ้อมจำนวน 340 ชุมชน แบ่งเป็นชุมชนอาคารสูง 84 ชุมชน, ชุมชนเมือง 134 และชุมชนแออัด 122 ชุมชน จะทำการฝึกซ้อมและการสำรวจอย่างเร่งรัดและครอบคลุมมากให้ขึ้น” น.ส.ทวิดา กล่าวทิ้งท้าย

