สมัชชาสิ่งแวดล้อม จี้รัฐ หาผู้รับผิด กรณีปลาหมอคางดำ ชี้ ไม่ทำถือว่าผิดอนุสัญญานานาชาติ
สมัชชาสิ่งแวดล้อม จี้รัฐ หาผู้รับผิดชอบความเสียหายทางชีวภาพ กรณีปลาหมอคางดำ ชี้ ไม่ทำถือว่าผิด สัญญา ระดับโลกที่ไทยได้ร่วมลงนาม หวั่น ปล่อยปลาบึดแม่น้ำโขงลงทะเลสาบสงขลาจะซ้ำรอย หมอคางดำ
กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ถูกปล่อยลงในแหล่งน้ำเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาปลาชนิดดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศพื้นถิ่นอย่างรวดเร็ว เพราะปลาหมอคางดำถือเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือ เอเลียนสปีชีส์ ที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งพืชและสัตว์ รวมทั้งแข็งแรงขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้ พบว่า ปลาหมอคางดำนั้น ขยายพันธุ์ไปยังแหล่งน้ำต่างๆเกือบทั่วประเทศ รวมทั้ง แหล่งน้ำในกรุงเทพมหานคร(กทม.)ด้วยนั้น

วันที่ 16 กรกฎาคม ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมฯ ซึ่งมีสมาชิกเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศเป็นสมาชิก 191 องค์กร ให้สัมภาษณ์ กับมติชนออนไลน์ว่า ทางสมัชชาสิ่งแวดล้อม ได้มีการประชุม เพื่อวางแผน ดำเนินการเคลื่อนไหวประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ และเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ 2.การเพิกถอนป่าออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน และ 3.ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือเรื่องโลกร้อน
ดร.กฤษฎา กล่าวว่า เรื่องของปลาหมอคางดำนั้น เป็นปัญหาใหญ่และเร่งด่วนที่เป็นปัญหาที่ทุกคนมองเห็นเวลานี้ โดยทางสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม 191 องค์กร ภายใต้การหน่วยงาน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ กรมโลกร้อน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) จะจัดเวทีสาธารณะ โดยจะพุ่งเป้าหาผู้ที่จะรับผิดชอบความเสียหายทางด้านชีวภาพ ในวันที่ 27 กรกฎาคม นี้ แต่ยังไม่ได้กำหนดสถานที่แน่ชัด โดยในเวทีนอกจากนักวิชาการสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องแล้ว จะเชิญทางกรมประมง และ ทางบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัดมาร่วมงานด้วย

กฤษฎา บุญชัย
เลขาธิการ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมฯ กล่าวอีกว่า นอกจากจะมีการอภิปรายเพื่อหาผู้รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว จะมีการทำร่างแถลงการณ์ทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องในเรื่องนี้ โดยระดมกำลังสมาชิกของสมัชชาองค์กรสิ่งแวดล้อมทั้ง 191 องค์กร เนื้อหาคือ พุ่งเป้าไปที่ความรับผิดชอบทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเรื่องนี้สำคัญมาก ที่ทางรัฐบาลจะต้องหาผู้ที่จะต้องรับผิดชอบ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่า ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ร่วมลงนาม ในอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล(Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework)ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลกซึ่งมีการรับรองในการประชุม CBD COP 15 หากไม่มีการจัดการเรื่องนี้ จะถือว่า ประเทศไทย ทำผิดในอนุสัญญาระดับนานาชาติ
“เรื่องของปลาหมอคางดำถือเป็นเอเลียนสปีชีส์ อันเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงทางด้านความหลากหลากทางชีวภาพ ซึ่งจากภาพข่าวต่างๆที่ออกมาเวลานี้ ทุกคนน่าจะประจักแล้วว่า ปลาหมอคางดำนั้นมีอิทธิฤทธิ์คุกคามมากแค่ไหน ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ และทำลายทุกชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ในพื้นถิ่นนั้นๆให้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก”ดร.กฤษฎา กล่าว

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า นอกเหนือจาก ปลาหมอคางดำแล้วมีเอเลียนสปีชีส์ ชนิดอื่น ที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือ การเอาปลาบึกแม่น้ำโขง ไปปล่อยในทะเลสาบสงขลา โดยบริษํทเอกชนแห่งหนึ่งได้ดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่ง แต่ยังไม่มีการแสดงปัญหาออกมาชัดเจน ซึ่งเชื่อว่า ในที่สุดแล้วต้องมีปัญหาแน่นอน
เมื่อถามว่า กรณีปลาบึกจากแม่น้ำโขง ไปปล่อยในทะเลสาบ จะไม่เป็นการดีในเรื่องการขยายพันธุ์ปลาบึกหรอกหรือ ดร.กฤษฎา กล่าวว่า ปลาบึกแม่น้ำโขง อาศัยในระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ขณะที่ ทะเลสาบสงขลาก็เป็นอีกระบบนิเวศหนึ่ง โดยทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบน้ำจืด แต่จะกร่อยในช่วงที่ติดกับทะเลตรงปากอ่าว เราไม่รู้ว่าปลาจากนิเวศหนึ่งไปอยู่อีกนิเวศหนึ่ง จะสร้างความเสียหายอย่างไร เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ หรือรู้น้อยมาก ซึ่งอาจะจะเกิดความเสียหายที่กระทบกับระบบเศรษฐกิจแล้ว ถึงจะตระหนักกัน อย่าลืมว่า เรามี ปลาหมอคางดำเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเวลานี้

