ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ร.ต.อ.ประชิต ตะไลกลาง พนักงานสอบสวน สภ.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบศพผู้เสียชีวิตที่ด้านหลังห้างดังสาขาขามสะแกแสง นครราชสีมา จึงรุดไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบล (ทต.) ขามสะแกแสง ซึ่งเป็นย่านชุมชน จึงมีบรรดาไทยมุงจำนวนมากจับกลุ่มมุงดูพร้อมกับส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เจ้าหน้าที่จึงต้องกระจายกำลังกั้นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ออกไปข้างนอก เพื่อเข้าไปตรวจสอบ พบศพเด็กชายปฏิหาร หรือเอ มาลัย อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมพุทธเกษตร วัดโนนเมือง ต.โนนเมือง อ.ขามสะแกแสง เสียชีวิตในสภาพนอนหงายโดยมีกระป๋องแก๊ส ยี่ห้อมิสเตอร์สโต๊ฟ และถุงพลาสติกแบบหูหิ้วตกหล่นอยู่ข้างศีรษะ ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยและพยานหลักฐานที่จะบ่งบอกเป็นเหตุฆาตกรรม จึงมอบหมายให้หน่วยกู้ภัยฮุก 31 นครราชสีมา เคลื่อนย้ายศพส่งไปให้แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ผ่าศพชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ นอกจากนี้ได้รับแจ้งเพิ่มเติมว่า พลเมืองดีได้พา ด.ช.เจษฎาพร หรือน้องบี สุราช เพื่อนนักเรียนร่วมชั้นเรียนส่งไปรักษาที่ รพ.ขามสะแกแสง เบื้องต้นอาการปลอดภัย
ร.ต.อ.ประชิต พนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า เด็กชายทั้ง 2 คนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้มาซื้อแก๊สกระป๋องที่ห้างโลตัส ซึ่งเป็นแก๊สให้พลังงานความร้อนใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งเป็นที่นิยมของบรรดากลุ่มนักท่องเที่ยวนำมาใช้หุงต้มในขณะทำกิจกรรมแคมปิ้ง แต่เด็กชายเอและบีต้องการนำมาสูดดมแทนสารระเหย หวังให้เคลิบเคลิ้ม โดยใช้ถุงพลาสติกแบบหูหิ้วครอบศีรษะและฉีดพ่นแก๊สเข้าไป เดชะบุญที่ ด.ช.บีฉีดพ่นในปริมาณไม่มาก ต่างจาก ด.ช.เอ จึงรอดชีวิตหวุดหวิด จนกระทั่งชาวบ้านมาพบเห็นร่างเด็กชายทั้งสองนอนสลบอยู่ด้านหลังห้าง
ด้านพระครูศีลวราภรณ์ หรือหลวงพ่อเฉลิม ผู้อำนวยการสถานศึกษาดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2535 เพื่อเป็นสถานศึกษารองรับเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาในการดำรงชีพรวม 5 กลุ่ม 1.กำพร้า 2.พ่อ-แม่หย่าร้าง 3.ฐานะยากจน 4.เด็กและเยาวชนหลงผิด และ 5.พ่อ-แม่หรือผู้ปกครองต้องโทษในเรือนจำ ล่าสุดมีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ม.6 ประมาณ 300 คน ซึ่งแต่ละวัน อาตมาต้องคอยรับโทรศัพท์จากญาติโยมเฉลี่ย 5 สาย ซึ่งทราบข่าวจากโลกออนไลน์และปากต่อปากว่าโรงเรียนมัธยมพุทธเกษตรเป็นสถานศึกษารองรับเด็กและเยาวชนที่มีปัญหา ซึ่งต่างจากการศึกษาในสถานพินิจ จึงมีการส่งบุตร-หลานจากทั่วสารทิศให้มาเรียนที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง อาตมาต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณ 7 แสนบาท ซึ่งเป็นอาหาร 3 มื้อ ให้นักเรียนที่กินนอน และ 1 มื้อกลางวันให้กับนักเรียนไป-กลับ ค่าจ้างครูผู้สอน 20 คน แต่ได้รับเงินจากภาครัฐเพียง 3.2 แสนบาท จึงต้องจัดผ้าป่าการศึกษาและขอรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา
นอกจากจะเป็นครูสอนหนังสือ ยังต้องจัดเวรยามควบคุมดูแลชีวิตความเป็นอยู่อย่างใกล้ชิด โดยตามแก้ปัญหาสังคมให้เป็นประจำ เนื่องจากเด็กและเยาวชนที่ถูกส่งตัวมาที่นี่จะมีปัญหาพ่อ-แม่หย่าร้างและหลงผิดมากที่สุด ซึ่งเป็นธรรมดาในสังคมคนเลวย่อมมีแต่คนดีก็มาก อาตมาและครูพยายามขัดเกลาและอบรมบ่มนิสัย จึงมีลูกศิษย์สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สังกัดมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ รวมทั้งมีหน้าที่การงานค่อนข้างดี ส่วนรายนี้ ซึ่ง ด.ช.เอเป็นเยาวชนที่มีปัญหาเคยติดสารระเหยและขาดผู้อุปการะ โดยถูกส่งตัวมาจาก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ลักลอบในช่วงบ่ายของวันหยุดแอบไปซื้อแก๊สกระป๋องมาสูดดมจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

