‘ปานเทพ’ เปิดเส้นทางทำ พ.ร.บ.กัญชาฯ ชี้เงื่อนเวลาขึ้นอยู่กับสภาฯ
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้มีการควบคุมการใช้กัญชาโดยการออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่า ตนในฐานะภาคประชาชน ก็ถือว่าพึงพอใจกับนโยบายของนายกฯ เพราะสิ่งที่เราต้องการก็คือ การควบคุมกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และควบคุมไม่ให้ใช้อย่างเกิดโทษ เราจึงต้องการออก พ.ร.บ. เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ สำหรับความเห็นชอบของนายกฯ ที่ต้องการให้ตรากฎหมายกัญชา กัญชงด้วย พ.ร.บ. นั้นก็แปลว่า ไม่จำเป็นต้องพิจารณานำกัญชากลับสู่ยาเสพติด ดังนั้น (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ ที่ทางคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (บอร์ด ป.ป.ส.) แล้วนั้น ก็อาจจะอยู่ในที่ประชุม แต่ไม่ถูกนำมาพิจารณา เพราะถ้าหากมีการนำมาพิจารณาว่าจะเอากัญชาเป็นยาเสพติด ก็จะสวนทางกับที่นายกฯ มอบนโยบายไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของนายเศรษฐา จากที่เคยยืนยันว่าจะนำกัญชาเป็นยาเสพติด มาเป็นการออก พ.ร.บ. เป็นนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ตนมองว่าการที่นายกฯ มอบนโยบายให้ออก พ.ร.บ. ควบคุมกัญชานั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการต่อสู้ระหว่างข้อมูลของภาคประชาชน กับข้อมูลของส่วนภาครัฐ และส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องกัญชา ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายภาคการเมือง เพราะอำนาจในการตัดสินใจล้วนอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งสิ้น อำนาจการต่อรองทางการเมืองและการเจรจาจึงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินเรื่องนี้
เมื่อถามว่า ในวันนี้มีความชัดเจนเรื่องสถานะของกัญชาอย่างไร นายปานเทพ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าจะเป็นยาเสพติดก็คงเป็นแล้ว เพราะกำหนดการประชุมของบอร์ดป.ป.ส. คือวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่กลับถูกเลื่อนประชุมออกไป และการที่นายกฯ บอกว่าให้ออกเป็น พ.ร.บ. ความหมายคือ ต้องไม่เอาเป็นยาเสพติด มันถึงจะออกเป็น พ.ร.บ. ได้ ก็จะเหมือนกับพืชกระท่อม ที่ถอดออกจากยาเสพติดและตรากฎหมายเป็นพ.ร.บ. ดังนั้น ภายใต้หลักการนี้ จะออกเป็น พ.ร.บ. ได้ ก็ต่อเมื่อไม่เป็นยาเสพติด เพราะถ้าเป็นยาเสพติด ก็ไม่ต้องออกเป็น พ.ร.บ. เฉพาะ ใช้แค่ พ.ร.บ.ให้ใข้ประมวลกฎหมานยาเสพติด พ.ศ.2564 ก็ได้แล้ว
เมื่อถามต่อไปว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มักจะพูดถึงการออกกฎหมายควบคุมกัญชาว่าต้องเสร็จภายในเงื่อนเวลา 2 ปี ซึ่งการออกเป็น พ.ร.บ. ที่ต้องใช้เวลามาก จะทำให้ไม่ทันกับเงื่อนเวลา นานปานเทพ กล่าวว่า เรื่อง 2 ปี คงเป็นเรื่องการออกกฎหมายการให้สิทธิในการไม่นำเข้าจากต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 แต่ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก เพราะถ้าจะตราเป็นกฎหมายจริงๆ ทำไม่กี่เดือนก็เสร็จแล้ว
“แต่ผมบอกไม่ได้ว่า ถ้าเริ่มทำ พ.ร.บ.กัญชาแล้วจะเสร็จภายในกี่เดือน ขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แต่ถ้าจะทำให้เร็ว ทำเพียง 3 วาระก็ได้ เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. กัญชา วางอยู่หน้านายกฯ ถึง 4 ฉบับ เป็นฉบับของพรรคภูมิใจไทย 1 ฉบับ ฉบับของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย 1 ฉบับ ฉบับภาคผู้ประกอบการที่เขียนครอบคลุมถึงม่างด้วย 1 ฉบับ และฉบับสุดท้ายของ สธ. ที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ส่งเข้าไป ซึ่งทั้ง 4 ร่างต้องผ่านความเห็นชอบของ ครม. เพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเงิน โดยทั้ง 4 ร่างยังไม่ผ่านเลย เพราะนโยบายยังไม่ชัดเจน เพราะถ้ากัญชาจะเป็นยาเสพติด ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณากฎหมายเหล่านี้ แต่ถ้าไม่เป็นยาเสพติดท่านจะต้องเริ่มนับ 1 จากการเร่งพิจารณาให้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เพื่อไปสู่การพิจารณาของสภาต่อไป” นายปานเทพ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวว่า จากที่ตนได้ดูร่าง พ.ร.บ. กัญชา ทั้ง 4 ฉบับแล้ว ก็มีความเห็นว่าแต่ละฉบับมีความคล้ายคลึงกัน ต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่มีร่างหนึ่งที่ผ่านการถกเถียงมาในที่ประชุมสภาเมื่อสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ ร่างฉบับของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผ่านมาครึ่งทางเข้าสู่วาระที่ 2 แล้ว ทางพรรคฯ ได้นำร่างที่ผ่านการถกเถียงมาแล้วเข้าไปเสนอต่อนายกฯ ในรอบนี้ นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทั้งหลายได้ผ่านกระบวนการถกเถียงมารอบหนึ่งแล้ว ซึ่งมันอาจจะทำให้การพิจารณาร่างดังกล่าวเร็วขึ้นได้ ส่วนร่างของภาคประชาชนก็คล้ายๆ กัน ก็จะทำให้การพิจารณาสามารถรวบรวดเข้ามาได้
“เราต้องเข้าใจว่าการเป็นยาเสพติดทำให้ขั้นตอนการใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์ สุขภาพและเศรษฐกิจมีความยุ่งยากอย่างมาก เช่นแพทย์คนหนึ่งจะจ่ายยาที่อยู่นอกเหนือตำรับยาของ สธ. จะต้องกรอกข้อมูล 1 คน 47 หน้า ซึ่งหมายความว่าในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นการที่จะนำมาใช้ประโยชน์และควบคุมในทางที่ผิดก็จะต้องตราออกมาเป็น พ.ร.บ. เพื่อจัดการกับมัน ซึ่งเรื่องนี้จะทำไม่ได้ภายใต้กฎหมายยาเสพติด และทำไม่ได้กับกฎหมายที่เราประยุกต์ใช้อยู่ในปัจจุบันเพราะว่าบทลงโทษไม่รุนแรง” นายปานเทพ กล่าว
เมื่อถามถึงขั้นตอนการส่งร่าง พ.ร.บ. กัญชาฯ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ นายปานเทพ กล่าวว่า เมื่อนำสู่สภาฯ ก็เข้าสู่วาระที่ 1 รับหลักการ ถ้ารับประกันทั้ง 4 ร่างก็อาจจะตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 4 ร่าง เพื่อพิจารณาพร้อมกัน แต่ในครั้งนี้มีร่างในภาคประชาชนเข้ามาร่วมด้วย ก็จะต้องเพิ่มสัดส่วนของภาคประชาชนมากขึ้นด้วย ซึ่งแต่ละกลุ่มที่เสนอร่างเข้าไปก็ต้องส่งตัวแทนเข้าไป ก็จะเป็นสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บวกกับภาคประชาชนอีกครึ่งหนึ่ง

