‘ผู้นำดาวรุ่ง’ สกพ.ตำรวจ ดูงาน มติชน ชม จากสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมเปลี่ยนผ่านสู่สื่อดิจิทัล
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) ได้นำคณะข้าราชการตำรวจผู้เข้ารับการอบรมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพนักบริหารของสกพ. หรือผู้นำดาวรุ่ง รุ่น 1 เป็นระดับสารวัตร และผู้กำกับ 56 นาย ดูงานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ข่าวสด จำกัด โดยมี นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองกรรมการผู้จัดการระบบสื่อออนไลน์ในเครือมติชน และ บรรณาธิการ กองบก.ข่าวสด นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการกองบก.มติชน นายวิชญศักดิ์ สุวรรณทัต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการระบบสื่อออนไลน์ในเครือมติชน และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ข่าวสด จำกัด ให้การต้อนรับ
พล.ต.ท. ยิ่งยศ กล่าวว่า มติชนเป็นองค์กรสื่อดั้งเดิมแต่เมื่อเวลาเปลี่ยนสู่ยุคสู่ยุคดิจิทัลสามารถทำได้อย่างแนบเนียน กลมกลืน สำหรับโครงการนี้ต้องการให้ผู้เข้ารับการอบรมมีเข้าใจถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้ได้รับการยอมรับ ตอนนี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านในหลายๆองค์กร ร่วมถึงภาคราชการที่ปรับตัวในการเปลี่ยนเเปลงน้อยมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรหนึ่งที่มีลักษณะใหญ่อุ้ยอ้าย การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคอนาคตนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ อยากให้องค์กรมีความเปลี่ยนผ่านแต่มีข้อจำกัดบางอย่าง เลยคิดว่าอยากจะนำบุคคลการของตัวเองนำร่อง เผื่อในอนาคตผู้บังคับบัญชาอาจจะเล็งเห็นถึงความสำคัญการเปลี่ยนผ่านนี้

นายนฤตย์ กล่าวว่า บริษัทในเครือมติชน ประกอบไปด้วยบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน),บริษัท ข่าวสด จำกัด และ บริษัทงานดี จำกัด ซึ่ง มติชนออกจำหน่ายสื่อพิมพ์ครั้งเเรกในวันที่ 9 มกราคม 2521 ปัจจุบันปีที่ 47 โดยมติชนได้ผลิตหนังสือพิมพ์เรื่อยมา จนกระทั่งโลกได้เปลี่ยนเเปลงเทคโนโลยีจนในช่วงยุค 3 จี โทรศัพท์มือถือรับภาพและเสียง สามารถสื่อสารเเบบเคลื่อนที่ได้ จนยุค 4 จี ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสารเปลี่ยนไป ได้มีการหันมาอ่านข่าวจากโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตมากยิ่งขึ้น จนทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ลดลง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัย
จนเมื่อประมาณปี 2546 ข่าวสดได้มีข่าวสดออนไลน์ ขึ้นมา กองบรรณาธิการมติชนและประชาชาติธุรกิจจึงมีเว็บไซต์ออนไลน์ของตัวเอง แต่ไม่มีใครคิดว่าหนังสือพิมพ์จะได้รับผลกระทบรุนแรงขนาดนั้น จนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์ที่คนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ เข้าสู่ยุคโควิด-19 รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีรับสื่อจากโทรศัพท์มือถือ
ทั้งนี้ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของมติชนคือ นายฐากูร บุนปาน อดีตรองประธานคณะกรรมการบริษัท มติชน ได้นำเข้าสู่ยุคออนไลน์แต่ยังคงไว้ซึ่งหนังสือพิมพ์อยู่ ข่าวสดเป็นสื่อเเรกที่เข้าไปถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏว่าผู้คนให้สนใจมาก ต่อมา ทั้ง 3 กองบรรณาธิการได้มุ่งเน้นออนไลน์ด้วย รวมทั้งนิตยสารในเครือด้วย นอกจากนี้มีการสัมมนาในเครือบริษัทมติชนที่หลากหลายเวที
ขณะนี้งานออนไลน์ในเครือ ปรากฏว่า เว็บไซต์ข่าวสด อยู่อันดับ 2 ของประเทศ มติชน อยู่อันดับ 4 เฟซบุ๊กข่าวสดมีผู้ติดตาม 20 ล้านคน เฟซบุ๊กมติชนออนไลน์อยู่อันดับ 20 มีผู้ติดตาม 2.4 ล้านคน ด้าน แอพพลิเคชั่น X หรือ Twitter มติชนอยู่อันดับ 5 ส่วนข่าวสดอยู่อันดับ 6
youtube มติชนTV อยู่อันดับ 4 ข่าวสดอยู่อันดับ 7
ด้าน TikTok ข่าวสดอยู่อันดับ 1 มติชน 13 และ FEED ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของมติชนเพื่อตอบสนองคนรุ่นใหม่ขณะนี้อยู่อันดับ18
สรุปผลจากความสำเร็จได้ดังนี้คือ 1.มีผู้นำที่กล้าที่เปลี่ยนเเปลง 2. มีการบริการจัดการที่ดี และ 3.ทีมงานที่มีความเป็นเอกภาพและมองเห็นเป้าหมายเดียวกันกับองค์กร

ด้านนายปราปต์ กล่าวถึงโครงสร้างแต่ละกองบรรณาธิการมีการแบ่งหน้าที่การงานที่ชัดเจน อย่างแรก คือ ผู้สื่อข่าว ทำหน้าที่เสมือนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ต่อมาคือ หัวหน้าข่าวหรือหัวหน้าโต๊ะและผู้ช่วยหัวหน้าข่าว ลำดับจากนั้นมีผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว เป็นหัวหน้าข่าวหน้า 1 นำข่าวลงหนังสือพิมพ์และดูแลงานข่าวโดยรวม ส่วนบรรณาธิการบริหารทำหน้าที่ดูแลงานบริหารบุคคล ในแง่ของงานธุรการ ด้วยสภาพการทำงานสื่อที่เปลี่ยนไป จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสื่อในเครือมติชนต้องทำงานออนไลน์เยอะขึ้น มีคนที่รับผิดชอบงานออนไลน์ เพราะได้ทำงานเเพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นหลักอยู่แล้ว สุดท้ายคือมีบรรณาธิการใหญ่หรือผู้อำนวยการแผนกที่ต้องดูแลภาพรวมทั้งหมด
ปัญหาที่เข้ามาคือ เรื่องเจนเนอเรชั่น และปัญหาเรื่องวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่กับวิถีการทำงานขององค์กรที่อาจจะยังไม่มีความกลมกลืนไป จุดที่ท้าท้ายสภาพปัญหา และอีกสิ่งหนึ่งที่คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานจะมีผลกับบุคคลากรรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ทำงานกันไม่นาน พอระยะยาวความท้าทายของธุรกิจสื่อ คือ เหลือคนรุ่นกลาง หมายถึงคนที่ทำงานมา 10 – 15 ปี แปลว่าหลายๆ ที่ อาจจะเหลือคนเหล่านี้ไม่มากนัก ไม่เพียงพอกับการทำงานบริหารระดับกลาง หรือการบริหารงานระดับสูง อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายองค์กรสื่ออย่างพวกเรา

สื่อในปัจจุบันต้องเเข่งขันกันและพยายามสร้างตัวเองด้วยฐานจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งในมุมขององค์กรสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อดั้งเดิม หรือสื่อรุ่นใหม่ ต้องเจอปัญหาที่แตกต่างกันในภาพรวมซึ่งแตกต่างจากระบบข้าราชการที่หมุนเวียนกำลังคน เป็นระบบแน่นอนชัดเจน และมีระบบคัดเลือกคนที่เข้ามาทำในส่วนของงานราชการ และเติบโตตามลำดับชั้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับในการบริหารจัดการคนในธุรกิจสื่อมวลชนจะมีคนรุ่นอาวุโสเยอะ มีคนรุ่นกลางรองลงมา ดังนั้นต้องพยายามหาคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่อาจจะเข้าๆ ออกๆ แต่เราสามารถรับคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในปริมาณที่เยอะได้ และมีคนรุ่นอาวุโสที่คอยประคองงาน
“จะทำอย่างไรที่จะประคับประคองหรือรักษาคนรุ่นใหม่ให้อยู่กับเราให้ได้ หรือเติบโตไปเป็นคนรุ่นกลางให้ได้ นี่คือโจทย์ที่ท้าทายอันหนึ่ง และโจทย์ท้าทายที่สองคือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นกลางเป็นกำลังหลักหรือมีปริมาณมากพอ ที่จะรับงานที่สำคัญในอนาคต นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายของภาคเอกชนและะธุรกิจสื่อ”
นายปราปต์ กล่าวอีกว่า สุดท้ายงานสื่อเป็นธุรกิจดั้งเดิมซึ่งไม่สามารถจะละทิ้งได้ เพราะยังมีผู้บริโภคอยู่ ซึ่งหนังสือพิมพ์ ยังเป็นงานหลักของมติชน ประเด็นที่สอง การทำข่าวออนไลน์เพื่อ เผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ แม้เป็นข่าวออนไลน์ แต่การทำข่าวออนไลน์ลงเว็บไซต์ เป็นงานเขียนและงานภาพนิ่ง เพราะฉะนั้นลักษณะงานจริงๆ ไม่ได้ต่างจากงานหนังสือพิมพ์ และประเด็นสุดท้าย คือในปัจจุบันต้องทำงานที่เป็นรายการทีวีออนไลน์ ไลฟ์สด เเละพอดแคสต์ นี่คืองานใหม่ล่าสุด งสื่อในเครือมติชนต้องทำ และะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย เป็นตัวเผยแพร่เนื้อหา สื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแต่ก็จะมีสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ไม่ว่าจะเป็นมติชน ข่าวสด และจะเห็นว่ามีส่วนของงานออนไลน์ที่มีสัดส่วนการผลิตชัดเจน ก็เป็นสื่อใหม่โดยสมบูรณ์อีกแบบหนึ่ง





