กรณีสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13(แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)โดยนายไพศาล สถิตวิบูรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักฯ ได้มีหนังสือด่วนที่สุด เพื่อขอความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ จำนวน 4 ราย ซึ่งถูกฟ้องคดีอาญา เนื่องจากการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ยมและเจ้าหน้าที่ทหารกองพันทหารม้าที่ 12(ค่ายพระยาไชยบูรณ์) เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ในการปะทะกันและเป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บสาหัส 5 คน ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายในการแก้ต่างคดี เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย จำนวน 1,350,000 บาท โดยไม่มีระเบียบและบทบัญญัติกฎหมายที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติหน้าที่กรณีถูกฟ้องคดีอาญา อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 ราย เป็นผู้มีรายได้น้อย มีภาระรับผิดชอบต่อครอบครัวและไม่ได้รับการเลื่อนค่าตอบแทนประจำปี เนื่องจากถูกฟ้องคดีอาญา จึงเกินกำลังความสามารถที่จะจ้างทนายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย นั้น
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายดำรงค์ พิเดช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และ อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า ตนเห็นหนังสือเวียนของกรมอุทยานแล้วรู้สึกเศร้าสลดใจมาก ว่า ทำไมต้องเรี่ยไรเงินไปช่วยเจ้าหน้าที่ ทำไมไม่ทำกันเป็นการภายใน เพราะการทำแบบนี้ เท่ากับเป็นการประจานการทำงานของกรมอุทยานเอง ว่าไม่ดูแลเจ้าหน้าที่ และลูกน้อง ที่สำคัญ กรมอุทยานฯก็มีนิติกร หรือไม่เช่นนั้นก็ใช้อัยการให้เข้าไปช่วยเรื่องคดีได้ ทำไมต้องไปจ้างทนาย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำงานเพื่อปกป้องป่าตามนโยบาย ก็น่าเห็นใจอยู่แล้ว โดยตนจะเอาเงินเดือนสปท.ส่วนหนึ่งของตัวเอง ให้กับเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 คน เพื่อเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ให้ได้มีกำลังใจปฏิบัติหน้าที่
นายดำรงค์ กล่าวว่า กรมอุทยานฯควรดูแลเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ในพื้นที่ เพราะคนเหล่านี้อยู่กันอย่างยากลำบาก อย่างไรก็ตามระยะหลังมีหลักประกันดูแลเจ้าหน้าที่เหล่านี้ดีขึ้นพอสมควร แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จริงๆแล้วเงินรายได้ที่เก็บได้ภายในอุทยานฯ ควรจะต้องมีการแก้ไข เพื่อนำเงินรายได้มาดูแลเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่ปกป้องผืนป่า
ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศในกรมอุทยานฯ ว่า ยังคงมีการวิพากวิจารณ์ เรื่องหนังสือเรี่ยไรเงินของกรมอุทยานอย่างต่อเนื่องว่าไม่เหมาะสม กรมอุทยานฯมีรายได้มากมาย เช่น รายได้จากการให้เช่าพื้นที่ตลาดนัดภายในกรมอุทยานฯสัปดาห์ละกว่า 2 หมื่นบาท รวมทั้งรายได้อื่นๆจากอุทยานฯอีกเป็นต้น ทำไม ไม่นำเงินเหล่านี้ ซึ่งเป็นเงินสวัสดิการเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าเงินเหล่านี้อยู่ที่ไหน จึงต้องถึงกับมาเรี่ยไรขอเงินช่วยเหลือเช่นนี้

