เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 7 อ.กันตัง จ.ตรัง นายสมหมาย สมจริง อดีตผู้ใหญ่บ้านทอนหาน หมู่ 6 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมตัวแทนชาวบ้าน ประกอบด้วย นายเสรี ขาวดี อายุ 52 ปี นายวิโรจน์ หวังชัย อายุ 72 ปี นายสุธน หยังดี อายุ 45 ปี นายอุบล รอดเข็ม อายุ 52 ปี และชาวบ้าน 30 คน เข้าร้องขอความเป็นธรรมจากนายสุเทพ กฤตรัชตนันต์ ผอ.สนง.บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 7 กรณีถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมและดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองหยงสตาร์ ป่าคลองหลักขันธ์ และป่าคลองลิพัง ในพื้นที่บ้านทอนหาน หมู่ 6 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ตามมติทวงคืนผืนป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหตุเกิดเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านประมาณ 30 คน มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กปักหลักบริเวณถนนหน้าสำนักงาน พร้อมนำแผ่นป้ายเขียนบนกระดาษโปสเตอร์ ข้อความ อาทิ “เจ้าหน้าที่รังแกชาวบ้านผู้ยากไร้ ผู้ไร้ที่ทำกิน ผู้มีรายได้น้อย” “ขอความเป็นธรรม กรณีถูกขับไล่ที่ทำกิน ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ” โดยหลังจากที่กลุ่มชาวบ้านร้องขอความเป็นธรรมด้วยความสงบ ทางนายสุเทพได้ประสานให้ตัวแทนชาวบ้านเข้าหารือเพื่อหาทางให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหา
โดยนายสมหมายกล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนชาวบ้าน เดินทางมายัง สนง.บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล ที่ 7 ในวันนี้เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านที่ถูกจับกุมและดำเนินคดี ทั้งที่ชาวบ้านอาศัยทำกินในพื้นที่ดังกล่าวมานาน ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตป่าสงวนฯ โดยเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศให้มีการทวงผืนป่า พร้อมทั้งมีนโยบายที่จะให้สิทธิที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน ซึ่งในขณะนั้น ชาวบ้านทอนหาน หมู่ 6 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน ได้ลงชื่อเพื่อขอสิทธิที่ดินทำกินจากรัฐบาล แต่ปรากฏว่าผู้นำท้องที่นำชื่อที่ชาวบ้านลงชื่อจำนวน 17 ราย กล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกที่ดิน จนตกเป็นผู้ต้องหาและถูกดำเนินคดีมาจนถึงวันนี้ พร้อมทั้งทางเจ้าหน้าป่าไม้นำป้ายไปปักห้ามชาวบ้านเข้าไปทำกิน ทั้งที่ผืนป่าดังกล่าวชาวบ้านปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันมาก่อน
“การเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ เพื่อร้องขอความช่วยเหลือจาก สนง.ว่าช่วยทางด้านกฎหมายให้โทษหนักเป็นเบา โดยสภาพที่เกิดขึ้นที่อื่นจะมีการทำลาย โค่นล้มป่าไม้ แต่จุดนี้ชาวบ้านไม่ได้ทำลายป่า และอยากให้หน่วยงานช่วยตรวจสอบว่าพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยทำกินนั้นผิดหรือถูก เพราะว่าพื้นที่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นป่าชายเลนหรือป่าทุ่งสงวน ชาวบ้านเองไม่ทราบ และขอหยุดการดำเนินคดีกับชาวบ้านไปก่อน จนกว่าจะทราบข้อเท็จจริง” นายสมหมายกล่าว
นายคล่อง จิหลัง ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี กล่าวว่า ความเดือดร้อนที่ชาวบ้านได้รับ ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบในการตั้งข้อหาว่า นายทุนบุกรุก ว่าเป็นนายทุนจริงหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นชาวบ้านที่ยากจน มีรายได้น้อย ไม่ใช่ว่าตั้งข้อหาร้ายแรง ที่ผ่านมาชาวบ้านทำสวนยางพารา คนละประมาณ 200-300 ต้น มีรายได้วันละ 100-200 บาท ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดีจำนวน 19 ราย
ขณะที่นายสุเทพกล่าวว่า ชาวบ้านเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมสรุปประเด็นได้ 2 ข้อ คือ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน อยากให้ทาง สนง.ให้ความช่วยเหลือ ตนในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องให้การดูแล สำหรับทางออกต้องดูข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ตนเห็นใจที่ชาวบ้านเดือดร้อน ที่ชาวบ้านอ้างว่าเข้าทำกินก่อนออก พ.ร.บ.ป่าสงวนก็ต้องพิสูจน์กันไป ประเด็นที่มีการร้องขอให้มีการตรวจสอบแนวเขตที่เป็นปัญหา จะดำเนินการเพื่อจะชี้ชัดแนวเขต ทั้งรัฐและชาวบ้านรับทราบเหมือนกัน
หลังจากที่มีการหารือและได้ข้อยุติร่วมกัน กลุ่มชาวบ้านได้เดินทางกลับ พร้อมทั้งมีความเห็นว่า จะเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดตรัง เพื่อร้องขอความเป็นธรรมจากนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังต่อไป

