เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล เป็นวันที่ 76 โดยมีหน่วยงาน อาทิ สมาคมช่างทองไทย สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย สมาคมสปาไทย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กลุ่มพันธมิตรโกเด้นแลนด์ โรงเรียนเบญจมินทร์ โรงเรียนเผดิมศึกษา โรงเรียนพลวิทยา และวิทยาลัยเทคโนโลยี จ.สงขลา โรงเรียนยูโร เซ็นเตอร์ ฝาง โรงเรียนศรีจิตรา โรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ กองลูกเสือโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และคณะผู้บริหารโรงเรียน เคไอเอส อินเตอร์เนชั่นแนล คณะผู้บริหารมูลนิธิพุทธปรัชญา หอการค้าเยอรมัน-ไทย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาเทคนิคการแพทย์ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อสังคมการเกษตรแบบประณีตเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) และเครือข่ายความร่วมมือพัฒนาระหว่างชุมชนบนพื้นที่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (คพชส.) ร่วมเป็นเจ้าภาพ
เวลา 10.30 น. นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์จากวัดใน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ วัดบรมวงศ์อิศรวราราม วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วัดชุมพลนิกายาราม วัดขนอนเหนือ วัดโพธิ์ และวัดสุทธิรุจิราราม

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หลังปิดเวลา 21.15 น. ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 28,466 คน รวม 110 วัน มี 4,603,019 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,271,842.75 บาท รวม 110 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 388,072,187.09 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ดำเนินมาเป็นวันที่ 111 ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศยังเดินทางมาต่อแถวอย่างต่อเนื่องทั้งหมู่คณะ ครอบครัว และรายบุคคล ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยสภาพอากาศร้อนจัดตลอดทั้งวัน
ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน อาทิ ข้าวราดผัดไก่ใส่หน่อไม้ ข้าวราดหมูผัดพริกไทยดำ ผัดไทยกุ้งสด นมหนองโพ เฉาก๊วยชากังราว พร้อมมีน้ำดื่มให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน บริเวณหน้าประตูศรีสุนทร ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นประตูทางออกของประชาชนหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพ

นายสมชาย สายเชื้อ ผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนค้อใหญ่ชัยยุทธวิทยา จ.ร้อยเอ็ด พร้อมด้วยนายประยูรศักดิ์ ศิริกังวาฬ ผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนบ้านแสนสี นางดวงจันทร์ ยวงสุวรรณ ผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนบ้านท่าม่วง และนางประนอม ผจงศิลป์ ผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนบ้านคำอุราช นำคณะลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ 2 หมู่ รวมทั้งสิ้น 30 คน เป็นลูกเสือในโครงการ “ลูกเสือจิตอาสาเพื่อพ่อหลวง” โดยได้เดินทางมาเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ และเข้ากราบสักการะพระบรมศพด้วย
นายสมชายกล่าวว่า ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ได้พาลูกเสือและผู้กำกับมากราบสักการะพระบรมศพก่อน โดยเดินทางออกจากร้อยเอ็ดตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เมื่อมาถึงก็มาต่อแถวเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ซึ่งการเดินทางและมาต่อแถวรอมีความเหนื่อยล้าบ้าง แต่เมื่อได้เข้ากราบสักการะแล้ว ความเหนื่อยล้าต่างๆ ก็หายเป็นปลิดทิ้ง รู้สึกปลาบปลื้มใจมากที่ตนเองได้มาอยู่ใกล้ๆ พระองค์ ประทับใจพระองค์ทุกเรื่อง โดยช่วงพิธีสตมวาร 100 วัน ได้ร่วมอุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ร่วมกับชาวร้อยเอ็ดเป็นระยะเวลา 9 วัน
“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทย และพระองค์ทรงให้ความสำคัญและใส่พระทัยต่อกิจการลูกเสือ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ลูกเสือ ลูกเสือที่โรงเรียนมีความภาคภูมิใจที่ได้ดำเนินรอยตามพระองค์ และจะยึดมั่นบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทั้งนี้ ยังได้สอนลูกเสือรวมทั้งนักเรียนที่โรงเรียนให้ดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริของพระองค์ด้านต่างๆ และได้ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งที่โรงเรียนมีพื้นที่กิจกรรมให้นักเรียนทดลองปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และนำผลผลิตมาใช้ประกอบอาหารกลางวัน เป็นอาหารปลอดสารพิษและช่วยประหยัดรายจ่ายได้” นายสมชายกล่าว

ด้านครอบครัวโพธิโต ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สิงห์บุรี ปัจจุบันอาศัยอยู่ย่านสำเหร่ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เดินทางมาพร้อมกันรวม 10 คน มาต่อแถวตั้งแต่เวลา 05.00 น. และได้เข้ากราบสักการะราว 09.30 น. โดยนายเสน่ห์ โพธิโต อาชีพค้าขายดอกไม้ที่ปากคลองตลาด กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมภรรยา ลูกและหลานๆ ซึ่งทุกคนตั้งใจที่จะเดินทางมา ตนและครอบครัวซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีต่อประชาชนคนไทย และภูมิใจเพราะมีโอกาสรับเสด็จพระองค์ครั้งที่เสด็จฯทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ราวปี 2515 แม้ว่าจะผ่านมานานหลายสิบปีภาพพระองค์ก็ยังแจ่มชัด และแม้ว่าพระองค์จะสวรรคต แต่เชื่อว่าพระองค์จะยังสถิตในหัวใจของคนไทยทุกคน
“เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมพร้อมกับชาวปากคลองตลาดได้มีการจัดดอกไม้เพื่อแสดงความอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นตัวแทนของคนไทยทุกคนระลึกถึงพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีและยากที่จะหาใครเทียบได้ และยังได้สอนลูกหลานให้ยึดพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน ทั้งในด้านความพอเพียง ความขยันอดทนและความกตัญญู” นายเสน่ห์กล่าว
ส่วน ด.ช.วิษณุพร โพธิโต อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนวัดราชบพิธ กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้มากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมกับครอบครัว เมื่อทราบว่าครอบครัวจะเดินทางมาก็ตั้งใจที่จะมาด้วย หลังจากที่ได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพแล้วก็จะกลับไปอ่านหนังสือต่อ ซึ่งตนจะตั้งใจเรียนหนังสือและโตขึ้นอยากเป็นนักกฎหมาย เพราะเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่มีความทุกข์ นอกจากนี้ ยังได้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ มีการใช้จ่ายอย่างพอเพียง ส่วนที่เหลือก็เก็บออมไว้ใช้ในอนาคต

นายเสวต สมิทธาภิรดี อายุ 72 ปี อดีตอาจารย์พิเศษวิทยาลัยช่างทองวังหลวง กล่าวว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตนเป็นผู้จัดการดูแลฝ่ายผลิตที่บริษัทบิวตี้เจมส์มีโอกาสได้ร่วมผลิตเครื่องทรงพระแก้วมรกตทั้ง 3 ฤดู ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 รู้สึกปลาบปลื้มใจมากที่ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาท และวันนี้ได้นำคณะช่างทองไทยเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เป็นความปลื้มปีติอย่างมากอีกครั้งในชีวิตที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง
“แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยตรงแต่ก็มีโอกาสได้ถวายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่วิทยาลัยช่างทองหลวง และเป็นคนแรกที่ร่วมสร้างหลักสูตรให้กับอาชีวศึกษาและในวิทยาลัยช่างทองหลวง รวมถึงเป็นครูสอนตามสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงมีรับสั่งเน้นย้ำว่า ให้ช่วยกันอนุรักษ์และอย่าทอดทิ้งช่างทองไทย เพราะเป็นศิลปะของคนไทย ในส่วนของคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น อย่างที่ประชาชนคนไทยทราบกันดีว่า พระองค์ทรงสอนทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการเรียนรู้ การพัฒนา ความประหยัดและความพอเพียง ซึ่งถือว่าเป็นหลักใหญ่ที่สุด ดังนั้น ในฐานะช่างทองไทย ก็ได้นำหลักการพัฒนาตัวเองมาใช้ในวิชาชีพ รวมถึงความซื่อสัตย์สุจริต ความซื่อตรง และจากคำสอนตรงนี้ จึงจัดตั้งสมาคมช่างทองไทยขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้รุ่นหลังต่อๆ ไป” นายเสวตกล่าว

นายวิวัฒน์ จิตนวล ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะตัวแทนสมาคมสถาปนิกสยามฯ กล่าวว่า สมาคมฯมีพันธกิจในการส่งเสริมกิจกรรมทางวิชาการวิชาชีพของงานสถาปัตยกรรมหรืองานสถาปนิก และองค์กรอยู่ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นแบบอย่างในแนวทางต่างๆ ทั้งยังพระราชทานคำแนะนำในการออกแบบบ้านให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ โดยทรงเน้นย้ำให้ออกแบบภายใต้โจทย์หลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้นใช้วัสุดในพื้นถิ่นในแต่ละภูมิภาคสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของชาติ เป็นรูปแบบสวยงาม รวมทั้งต้องเป็นการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่าต่อการใช้ประโยชน์ด้วย วันนี้สมาคมฯได้มาร่วมแสดงความอาลัยและได้ร่วมน้อมนำพระราชดำริต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ซึ่งพระองค์ทรงต่อสู้กับความยากจนของประชาชนคนไทยมาโดยตลอด
“ในฐานะที่เป็นทั้งอาจารย์และสถาปนิก สิ่งที่ตั้งใจดำเนินตามรอยพระยุคลบาทของพระองค์คือ พระองค์ทรงต่อสู้กับความยากจนของประชาชนมาโดยตลอด ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ประเทศชาติประชาชนได้อยู่ดีกินดีได้ ก็คือต้องสร้างความรู้สร้างอาชีพให้ประชาชน แต่ต้องอยู่ภายใต้ความพอเพียง ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งหลักความพอเพียงนี้ก็มีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่าง ซึ่งไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็ยังนำไปใช้และปฏิบัติ เราคนไทยเป็นปวงข้าประชาชนของพระองค์ก็ต้องคิดถึงจุดนี้แล้วเราจะอยู่ได้อย่างถาวรยั่งยืน” นายวิวัฒน์กล่าว


